แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

ว่าด้วยเรื่อง ‘อาการเจ็บคอ’


/data/content/19791/cms/chlmrtux3578.jpg
          ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงมากเหลือเกิน หนาวแล้วก็ร้อนฉับพลัน ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ผู้ป่วยมีอาการไม่สบายจากโรคของระบบทางเดินหายใจจำนวนมาก  และอาการยอดฮิตที่นำ ผู้ป่วยมาพบแพทย์  หู คอ จมูก ในระยะนี้อันดับต้นๆ คืออาการเจ็บคอ
          ก่อนอื่นเราต้องทราบกันก่อนว่าการเจ็บคอนั้นมีสาเหตุมาจากโรคได้หลายโรค เช่นโรคลำคออักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด  รองลงมาก็เป็นโรคต่อมทอนซิลที่คออักเสบ  การเจ็บคอเนื่องจากโรคภูมิแพ้  การเจ็บคอจากการระคายเคือง เช่น การใช้เสียงมาก การสูบบุหรี่ ฯลฯ การเจ็บระคายเคืองคอจากโรคกรดไหลย้อน  หรือการเจ็บคอจากการเป็นมะเร็งของลำคอและกล่องเสียง  เป็นต้น
          จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เจ็บคอแล้วจะรักษากันแบบเดียวเสมอไป   ผู้ป่วยควรจะต้องแยกให้ออกก่อนว่าเจ็บคอที่เป็นนั้นมาจากสาเหตุใด แล้วจึงรักษาตามสาเหตุ  อาการจึงจะหาย  แต่ในครั้งนี้ จะขอกล่าวเฉพาะรายละเอียดเรื่องการเจ็บคออันเนื่องมาจากคออักเสบติดเชื้อที่เป็นหลังอากาศเปลี่ยนแปลง อันเป็นโรคที่เราพบได้มากที่สุด
          คออักเสบจากการติดเชื้อ มีสาเหตุมาจากเชื้อได้หลายชนิด แต่ที่พบบ่อยจะเป็นการติดเชื้อจากไวรัส รองลงมาก็จะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ส่วนที่พบได้น้อยเช่นจากเชื้อรา เชื้อวัณโรค ฯลฯ อาการที่พบก็จะเป็น เจ็บคอ ระคายเคืองคอ กลืนน้ำลายหรืออาหารจะยิ่งเจ็บมากขึ้น
          มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ร่วมกับอาการไอ อาจจะเป็นไอแบบแห้ง หรือไอแบบมีเสมหะก็ได้  บางรายมีน้ำมูกร่วมด้วย  สิ่งผิดปกติที่ตรวจพบได้ คือเมื่อวัดอุณหภูมิของร่างกายได้สูงกว่า 37 องศาเซลเซียส ตรวจดูในลำคอ ด้วยไฟฉายพบว่า คอแดง บวม อาจจะมีเป็นตุ่มแดงๆ ที่บริเวณผนังหลังของลำคอ
/data/content/19791/cms/bchlnprtu137.jpg
          ส่วนการรักษานั้น  ถ้าเป็นเชื้อไวรัส ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ เพียงแต่รักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ แก้ปวด แก้ไอ หรือถ้ามีน้ำมูก ก็ให้ยา แอนตี้ฮีสตามีน  บางคนอาจชอบใช้ยาอม สเปรย์พ่นคอ หรือน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อด้วย  อันนี้แล้วแต่แต่ละคนชอบแตกต่างกันไป   ส่วนถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อเฉพาะโรคอื่นๆ  กรณีนี้จำเป็นต้องใช้ยาไปกำจัดเชื้อ ด้วย เช่น  เมื่อเป็นเชื้อแบคทีเรีย จะต้องให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเป็นเชื้อราก็ให้ยาฆ่าเชื้อรา เป็นต้น
          นอกจากนั้นก็เป็นการปฏิบัติตัวโดยทั่วไป เช่น รักษาร่างกายให้อบอุ่น ใส่เสื้อหนาๆ นอน  ถ้าเป็นเด็กเล็กสมควรเช็ดตัวเมื่อมีไข้ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ  ไม่ควรออกกำลังกายในขณะร่างกายกำลังติดเชื้อ   ดื่มน้ำมากๆ หรือใช้วิธีจิบน้ำบ่อยๆ  เพื่อช่วยลดอาการระคายคอและให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย  เพราะตอนเจ็บคออาจจะทานอาหารได้น้อยลง ให้รับประทานอาหารอ่อน ที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก  และกลืนได้สะดวก เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป ฯลฯ  ลดอาหารประเภทมัน เผ็ด ทอด ที่จะไปกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองคอ ทำให้ไอมากขึ้น เป็นต้น
          ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง คือ เมื่อท่านเริ่มเจ็บคอขึ้น ควรรักษาตามอาการโดยใช้ยาสามัญประจำบ้านทั่วไปดังกล่าวข้างต้น  ดูแลร่างกายให้อบอุ่น  พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหาร  ดื่มน้ำ ให้เหมาะสมลองสังเกตอาการประมาณ 2 - 3 วัน  ถ้าพบว่าอาการไม่ดีขึ้น  หรือเจ็บคอมากขึ้น ท่านก็สมควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุของโรค  จะได้ให้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมสำหรับแต่ละท่านต่อไปครับ  โปรดอย่านิ่งนอนใจ เพราะเชื้ออาจจะลุกลามไปยังส่วนอื่น เช่น ลงกล่องเสียง หลอดลม ปอด หรือเชื้อกระจายสู่กระแสเลือดทำให้การรักษายากขึ้นได้
Share:

9 พฤติกรรม...ส่งผลร้ายต่อฟันที่คุณรัก

พฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อฟันคุณมีอะไรบ้าง? ลองมาอ่านดูค่ะ
          1) การใช้ฟันเป็นเครื่องมือ หลายคนใช้ฟันเป็นเครื่องมือในการเปิดขวดหรือเศษถุงฉีกขาดเทปพลาสติก, ตัดป้ายราคาเสื้อผ้าออก เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะฟันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการบดเคี้ยวอาหารเท่านั้น การใช้ฟันผิดเช่น นำไปกัด หรือฉีกถุงพลาสติก อาจทำให้ฟันหน้าบิ่นหรือแตกหักเสียหายได้
          2) เคี้ยวน้ำแข็ง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันแข็ง ถึงจะเคี้ยวแล้วมันจะได้ความ กรุบกรอบ สนุกสนาน แต่อาจทำให้ฟันที่ใช้เคี้ยวน้ำแข็งเกิดอาการฟันร้าว นำไปสู่ การเสียวฟัน และปวดฟันได้ หรือในบางรายที่ไม่มีอาการดังกล่าว อาจจะทำให้ ฟันสึกมาก และเร็วกว่าปกติได้ รวมถึงทำให้ฟันแตกหัก จนต้องถอนฟันได้
          3) ดูดน้ำมะนาว น้ำมะนาวมีความเป็นกรดสูง  และความเป็นกรดในน้ำมะนาวนี้ จะทำให้เนื้อฟันบริเวณที่สัมผัสกับน้ำมะนาว มีลักษณะอ่อนนุ่มลง และจะทำให้ฟันสึกมากกว่าปกติได้  ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำมะนาว แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่า หรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าตามทันที เพื่อลดระยะเวลาที่น้ำมะนาวจะสัมผัสกับตัวฟัน และไม่ควรแปรงฟันทันทีหลังดื่มน้ำมะนาว เพราะเนื้อฟันยังมีลักษณะนิ่มหลังจากสัมผัสกับกรด การ
/data/content/23333/cms/cgijklsxy378.jpg
แปรงฟันทันที อาจส่งผลให้ฟันสึกเร็วขึ้น
          4) การใช้ไม้จิ้มฟัน  การใช้ไม้จิ้มฟันบ่อยๆ และใช้แบบผิดวิธี อาจทำให้ฟันห่างขึ้น และเป็นอันตรายต่อเหงือกได้ แนะนำให้ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดระหว่าง ซอกฟันจะดีกว่า
          5) กัดเล็บ การกัดเล็บจะทำให้เล็บไม่สวย และเสียบุคลิกภาพ6) ดูดนิ้วหัวแม่มือ การดูดนิ้วหัวแม่มือในเด็ก จะส่งผลต่อการขึ้นของฟัน ทำให้ฟันขึ้นในตำแหน่งที่ผิดปกติ เนื่องจากนิ้วหัวแม่มือไปดันฟันไว้ และทำให้เกิดความผิดปกติของกระดูกใบหน้า ขากรรไกรได้
          7) การสูบบุหรี่จัด การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการเคี้ยวหมาก   2 อย่างแรก จะทำให้มีคราบสกปรกติดแน่นในช่องปาก ทำให้มีคราบหินน้ำลายมาเกาะได้ง่าย และนำไปสู่ การเป็นโรคเหงือก โรคปริทันต์และสูญเสียฟันต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งในช่องปากอีกด้วย ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ จะส่งผลให้คนไข้ลืม หรือไม่ใส่ใจในการทำความสะอาดช่องปาก เนื่องจากเมา หลับไป
          8) ดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป น้ำอัดลมมีความเป็นกรดเช่นเดียวกับน้ำมะนาว การดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ จะทำให้เนื้อฟันมีลักษณะนิ่ม มีการสึกที่เร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ ในน้ำอัดลมยังมีน้ำตาลสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเกิดฟันผุอีกด้วย
          9) การนอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัว สาเหตุของการนอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัวยังไม่เป็นที่แน่ชัดความเครียดอาจเป็นสาเหตุหนึjงที่ทำให้นอนกัดฟันได้ วิธีการป้องกันคือ การใส่เฝือกสบฟันในขณะนอนเพื่อช่วยลดการสึกของฟันและป้องกันการเกิดอันตราย ต่อกล้ามเนื้อใบหน้า และข้อต่อขากรรไกร
Share:

อโรมาเธอราปี กลิ่นบำบัด `เครียด`

อโรมาเธอราปี กลิ่นบำบัด `เครียด`

โดย 
| |
อ่าน : 329
/data/content/23332/cms/cdoprtv24589.jpg
          เมื่อมีอาการเครียด หลายๆ คนมักหาวิธีบำบัดความเครียดด้วย "กลิ่นหอม" ซึ่งกลิ่นที่ว่า ไม่ได้มีประโยชน์แค่ทำให้รู้สึกสดชื่นเท่านั้น แต่ยังทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียดหรือแม้กระทั่งอาการเจ็บป่วยบางอย่างได้อีกด้วย
          การนำกลิ่นจากพืชมาใช้ "บำบัด" โดยสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ อโรมาเธอราปี (คนไทยรู้จักในชื่อ คันธบำบัด) มีมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว เท่าที่มีหลักฐานก็คือ มีการใช้ในสมัยอียิปต์ ทั้งในพิธีกรรม และเพื่อการผ่อนคลาย ต่อมาชาวกรีกได้นำน้ำมันหอมระเหยมาใช้บำบัดโรค โดยพบว่ามีการใช้อยู่ในปัจจุบัน
          เรื่องของการใช้น้ำมันหอมระเหยไม่ได้มีเฉพาะในฟากฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ในฝั่งตะวันออกอย่างอินเดียก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันเพราะมีหลักฐานเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วว่า มีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยทั้งเพื่อความงาม การผ่อนคลาย  และการรักษาโรค ส่วนจีนก็มีการบันทึกในเวลาใกล้เคียงกับอียิปต์ว่ามีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรและกลิ่นหอมต่างๆ ซึ่งสกัดจากพืชมากกว่า 300 ชนิด
/data/content/23332/cms/ghlnpuxz3479.jpg
          ที่อโรมาเธอราปีได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่ผ่านการสกัดนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของเรา เมื่อร่างกายเราได้รับสารสำคัญจากน้ำมันหอมระเหย จะมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายที่ควบคุมระบบประสาทและการหลั่งฮอร์โมน โดยกลิ่นที่เราได้รับเข้าไปนั้นจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่มีผลต่ออารมณ์ ทำให้เราสามารถนำมาจัดการกับอารมณ์ได้ตามคุณสมบัติของกลิ่นนั้นๆ
          ในปัจจุบัน กลิ่นที่สกัดจากน้ำมันหอมระเหย ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรค การนวด การบำบัดจิตใจ การทำเครื่องหอม และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสำอาง โดยเราจะพบได้ในโรงแรม สปา รวมทั้งในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เช่น ช่วยแก้ภูมิแพ้ กำจัดแบคทีเรีย ส่วนกลิ่นแต่ละกลิ่นก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผ่อนคลาย สงบ หรือกระปรี้กระเปร่า
/data/content/23332/cms/dprsvx156789.jpg
          อย่างไรก็ตาม หากใครต้องการบำบัดความเครียดอย่างได้ผล  เราขอแนะนำ 10 น้ำมันหอมระเหย ที่สามารถเลือกใช้ได้ในแบบฉบับของคุณเอง
          1. กลิ่นพิมเสน แก้สิว ลดการอักเสบและฆ่าเชื้อ แก้รังแคบำรุงเส้นผม ไล่แมลงและบรรเทาความเครียด
          2. กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับง่าย ช่วยปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุล จิตใจสงบ
          3. กลิ่นตะไคร้หอม ทำความสะอาดผิวได้ดี ช่วยบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ลดไข้และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
          4. กลิ่นโรสแมรี่ ทำให้สดชื่นแจ่มใส มีสมาธิและมีกำลังใจ แก้ปวดศีรษะ ไมเกรน
          5. กลิ่นคาโมมายล์ ทำให้ผิวสะอาด จิตใจแจ่มใส มีสมาธิ ใช้นวดตัวจะทำให้ผิวหนังผ่อนคลาย
          6. กลิ่นยูคาลิปตัส ช่วยให้หายใจโล่ง ปลอดโปร่ง มีสมาธิ บรรเทาอาการอ่อนล้า  ถ้าใช้นวดจะทำให้สดชื่     
/data/content/23332/cms/bdopqstwy259.jpg          7. กลิ่นเปปเปอร์มินต์ ทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
          8. กลิ่นเลมอน (มะนาว) ทำให้สดชื่น แจ่มใส มีสมาธิ ใช้นวดจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
          9. กลิ่นจัสมิน (มะลิ) ช่วยให้เกิดความมั่นใจ มองโลกในแง่ดี ช่วยผ่อนคลายและกระตุ้นอารมณ์รัก
          10. กลิ่นส้ม ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน ให้ความสดชื่น ผ่อนคลาย
          ใครที่กำลังเครียด หากอยากบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความบริสุทธิ์และมีคุณภาพสูง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ และสถานที่ปลูกหรือแหล่งปลูกเป็นหลัก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คงพิสูจน์ไม่ได้ ทางที่ดีจึงควรเลือกจากการอ่านฉลากที่ติดภาชนะบรรจุ การสอบถามข้อมูลรายละเอียดจากบริษัทที่ขาย หรือการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้
Share:

อารมณ์ มีผลต่อการเลือกอาหาร

มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า อารมณ์ของบุคคลมีผลต่อการเลือกอาหารบริโภค ผู้ที่มีอารมณ์โกรธ และหงุดหงิด จะกินอาหารที่มีรสหวาน เค็มและมีไขมัน แนะไม่ควรใช้ของหวานและอาหารจังก์ฟู้ดเป็นทางออกแก้เครียด
          เมอริล การ์ดเนอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า อารมณ์ของบุคคลมีผลต่อการเลือกอาหารบริโภคอย่างไม่น่าเชื่อ โดยคนที่มีอารมณ์เศร้า โกรธเกรี้ยว และหงุดหงิด จะเลือกกินอาหารที่หาได้ใกล้ตัว ซ้ำยังเป็นอาหารประเภทที่อุดมไปด้วยรสหวาน รสเค็ม หรือไขมัน เพื่อทดแทนความผิดหวัง และสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาด
          ส่วนคนมีอารมณ์ดี มีความสุข หรืออยู่ในห้วงอารมณ์ที่สงบ จะเลือกกินเมนูสุขภาพมากกว่า จำพวกพืชผักผลไม้ ถั่ว ธัญพืช และโปรตีนไร้ไขมัน ทั้งยังคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากอาหารชนิดนั้นๆ ในระยะยาว ไม่ใช่แค่กินเพื่อให้รู้สึกดีชั่วขณะ
          จากการศึกษาอารมณ์และการเลือกบริโภคของกลุ่มคนต่างๆ ทำให้อธิบายถึงพฤติกรรมการกินของหวานอย่างไ อศกรีม และช็อกโกแลต เมื่ออกหักและสอบตก แม้จะดูเหมือนเป็นวัฒนธรรมที่ทำตามๆ กันมา แต่อันที่จริงเป็นเพราะร่างกายต้องการการทดแทนความผิดหวัง ซึ่งไม่มีอะไรจะดีไปกว่าของหวานๆ ที่ให้ทั้งพลังงาน และความสุข
          อย่างไรก็ตาม การใช้ของหวาน และอาหารจังก์ฟู้ดเป็นทางออกแก้เครียดนั้น นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน และเบาหวานได้โดยไม่รู้ตัว
Share:

นอนไม่หลับ ฟังเพลง 5 แบบ เอาอยู่

ใครที่มีปัญหาในการนอนหลับยาก ใช้หลายวิธีแล้วก็ยังนอนไม่หลับ นับแกะเป็นพันตัวแล้วก็ยังตาสว่างอยู่ ไทยรัฐออนไลน์ มีวิธีแนะนำง่ายๆ ไม่ยาก เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะทำได้ นั้นคือ การฟังเพลง…
          ซึ่งมีเพลง 5 แบบ ที่ฟังแล้วจะทำให้คุณทั้งหลายรู้สึกผ่อนคลาย และเคลิ้มหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
/data/content/23342/cms/abjnqrstx146.jpg
 1. ฟังเพลงที่ชอบ
          การฟังเพลงที่ชอบจะเป็นเพลงไทยหรือเพลงสากล เพลงแจ๊ซ เพลงเพื่อชีวิตอะไรก็ได้ ขอให้เป็นเพลงเบาๆ หน่อย มีเนื้อหาที่จรรโลงใจ ผ่อนคลายอารมณ์ ฟังแล้วสบายใจ คนที่นอนไม่ค่อยจะหลับก็คงจะหลับได้สบายขึ้นบ้าง
 2. ฟังเพลงบรรเลง
         แต่ถ้าเกิดฟังเพลงพวกแรกแล้วก็ยังไม่ผ่อนคลาย ก็ลองฟังเพลงบรรเลงดู แต่บรรเลงแบบไหนยังไงก็ต้องลองฟังด้วยตัวเอง เพราะรสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่สามารถเอาเหตุผลมาจับได้ว่าถูกหรือผิด
3. ฟังเพลงนิวเอจ (New Age)/data/content/23342/cms/beghinrsy247.jpg
         เพลงนิวเอจเป็นแนวดนตรีชนิดหนึ่ง มีจุดเริ่มต้นจากงานความหลากหลายของนักดนตรียุโรปและอเมริกัน ในทศวรรษที่ 60 ที่ทำเพลงอิเล็กทรอนิกส์และอคูสติก โดยทั่วไปมีลักษณะการใช้เครื่องดนตรีพื้นฐานและความซ้ำของเมโลดี้ในธรรมชาติ การบันทึกเสียงจากธรรมชาติก็มีการนำมาใช้ในเพลง ดนตรีนิวเอจเป็นดนตรีที่ให้ความผ่อนคลาย แรงบันดาลใจ และมักใช้กับกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น โยคะ การนวด การทำสมาธิ การอ่านหนังสือ ซึ่งการฟังเพลงประเภทนี้ จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ทำให้นอนหลับสบายได้เป็นอย่างดี
4. ฟังเพลงเสียงธรรมชาติ
         ถ้าฟังเพลงอะไรก็ยังไม่ดีขึ้น แนะนำว่าให้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง มีเวลาตอนเช้าไปฟังเสียงคลื่นทะเลที่ริมชายหาดบ้าง ฟังเสียงน้ำตกที่ไหลบ้าง และการเปิดเสียงธรรมชาติจากแผ่นซีดี มันก็คนละเรื่องกับไปฟังเสียงในธรรมชาติจริงๆ เสียงพวกนี้มันจะเข้าไปบำบัดสิ่งที่มันขาดไป
5. ฟังดนตรีภายในตัวเอง
         ถ้าฟังทั้ง 4 อย่างอิ่มตัวแล้ว ก็มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ดนตรีเป็นแค่ตัวโน้มน้าวให้เราเกิดสมาธิ ซึ่งถ้าฟังมากๆ มันก็จะเสพติด กลายเป็นว่าเราไปยึดติดกับเสียงของมัน แล้วก็มาบอกว่าดีนะที่มันช่วยผ่อนคลาย ดังนั้น การฟังดนตรีเพื่อผ่อนคลายขั้นสุดยอด คือการฟังดนตรีจากภายในตัวคุณ ลองไปอยู่ในที่เงียบที่สุดว่าคุณได้ยินอะไร
         แต่ถ้าใครทั้งหลายฟังทั้ง 5 แบบแล้ว ก็ยังตาสว่างนอนไม่หลับเหมือนเดิม ไทยรัฐออนไลน์ ขอแนะนำให้เข้าไปหาแพทย์เฉพาะทาง เพราะอาจเป็นโรคที่ส่งผลเสียต่อระยะยาวได้
Share:

About








ผอ.รพ.สต.

ผอ.รพ.สต.