แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

8 ข้อดี ออกกำลังกาย ไล่โรคร้าย

คนไทยเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพร่างกายสูงขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตของคนเราพึ่งพาเครื่องทุ่นแรงมาก และเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง จากสถิติพบว่า เราใช้เวลานอนพักผ่อน 6-8 ชั่วโมง ที่เหลืออีกประมาณ 16 ชั่วโมง หมดไปกับการนั่ง 60-80%
/data/content/19782/cms/bgnqsvwxy457.jpg
เช่นนี้แล้ว การมีกิจกรรมทางกายลดลง จึงเป็นเหตุที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ การเกิดโรคเบาหวาน โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นคือภาวะคุกคามมนุษยชาติ เพราะการเป็นเบาหวานจะนำไปสู่โรคอีกหลายโรค อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว สามารถช่วยขับไล่โรคร้าย ช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้ถึง 8 อย่าง ดัังนี้ 
1.ลดการเสียชีวิตและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหน้าอกซ้ำซ้อน ได้ถึงร้อยละ 50
2.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 60
3.ลดการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 40
4.ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้ร้อยละ 27
5.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ร้อยละ 58
6.ช่วยให้การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 มีประสิทธิภาพถึง 2 เท่า เทียบกับการไดรับอินซูลินแบบมาตรฐาน
7.ลดภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทียบเท่าการบำบัดด้วยยาและพฤติกรรม
8.ผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนั้นมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระดับต่ำถึงร้อยละ 20 และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งน้อยกว่าถึงร้อยละ 33
เมื่อการออกกำลังกายมีประโยชน์มากขนาดนี้ ถึงเวลาหรือยังที่จะเริ่มขยับรับสุขภาพดีด้วยการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำเพื่อไล่โรคร้ายและมีสุขภาพที่แข้งแรงสมบูรณ์
Share:

สมาร์ทโฟนขโมยพลังชีวิต

ชีวิตคนเมืองทุกวันนี้ผูกติดกับแท่งพลาสติกสอดไส้โลหะเล็กๆ ที่เรียกว่า "สมาร์ทโฟน" กันแทบจะแยกจากกันไม่ออก คิดถึงเพื่อนก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดๆ ส่งข้อความ นัดหมายประชุมก็บันทึกไว้ในสมาร์ทโฟน จะสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตก็ต้องคว้าเจ้าแท่งเล็กๆ นี้ขึ้นมาจิ้มๆ กดๆ เรียกว่าเป็นคู่มือที่แทบจะไม่ห่างจากตัวกันเลยทีเดียว
/data/content/19784/cms/abgquvz12479.jpg
การใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปนอกจากจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและเวลาสำหรับครอบครัวลดลงแล้ว ยังส่งผลเสียต่อการทำงานอีกด้วย เพราะผู้ใช้จะรู้สึกหมดแรงและไม่มีอารมณ์ทำงานอีกด้วย
เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากการวิจัย 2 งานที่ให้ผลไปในทางเดียวกัน โดยงานวิจัยทั้งสองได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารออแกร์ไนเซชั่นนอล บีเฮวิเออร์ และ ฮิวแมน ดีซิชั่น โพรเซส โดยผลวิจัยระบุว่าการใช้สมาร์ทโฟนในช่วงเวลากลางคืนหลังจาก 21.00 น.จะส่งผลให้ผู้ใช้เกิดอาการอ่อนเพลีย และมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานในวันถัดไปน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มตัวอย่างอื่นที่รับสื่อที่มีแหล่งกำเนิดแสงประเภทอื่น เช่น โทรทัศน์และแท็บเล็ต
นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะมีเวลานอนน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าต้องใช้เวลาที่สมควรจะนอนไปกับการทำงาน และการทำเช่นนั้นก็ทำให้นอนหลับได้ยากขึ้นอีก
การวิจัยทั้งสองจับกลุ่มผู้บริหารระดับกลาง 82 คนและพนักงานบริษัทเอกชน 161 คนในประเทศอังกฤษ ตามลำดับเป็นตัวอย่างในการวิจัย ซึ่งผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนในช่วงกลางคืนสารภาพว่าตนเองมีสมาธิและความกระตือรือร้นในการทำงานในเช้าวันรุ่งขึ้นน้อยลง ซึ่งทำให้นักวิจัยกลุ่มนี้ตั้งทฤษฎี "ความถดถอยของจิตใต้สำนึก" (ego-depletion theory) ที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนถูกบั่นทอนการควบคุมตัวเองจากการใช้สมาร์ทโฟนไม่ถูกกาละ และระบุด้วยว่าแม้บริษัทนายจ้างจะได้เวลาการทำงานของลูกจ้างเพิ่มเติมจากการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนในเวลานอน แต่ก็ต้องแลกกับการที่ลูกจ้างมีความเฉื่อยชาในการทำงานที่สำนักงานแทน
นักวิจัยกลุ่มนี้ได้เสนอทางออกของผู้ใช้สมาร์ทโฟนเกินเวลาอันสมควรจนทำให้เกิดความเฉื่อยชาในการทำงานนั้น ให้ใช้การงีบหลับเพื่อชดเชยเวลานอน ดื่มกาแฟ หรือสับเปลี่ยนหน้าที่กับผู้อื่น กำหนดตารางการทำงานและช่วงเวลาพักที่ชัดเจน และแก้ไขปัญหาด้วยการทำงานเป็นทีมแทน
Share:

อาหารสร้างสมดุลชีวิตเสริมศักยภาพร่างกาย

กฏเหล็กในการรับประทานอาหารที่แนะนำ กันอยู่เสมอเมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพ คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ และความเชื่อที่ผิดทำให้เรามักขาดความหลากหลายทางโภชนาการ ส่งผลให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ร่างกายจึงอาจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ
/data/content/22122/cms/dehirsvz1236.jpg
          เภสัชกรหญิง วรนุช เชี่ยวสุวรรณโชติ ผู้ให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพและโภชนาการ แนะนำว่าแม้อาหาร 5 หมู่เป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติแต่สิ่งสำคัญ ข้อแรก คือการรับประทานอาหารเช้า ซึ่งนอกจากช่วยในเรื่องรักษาสุขภาพแล้วยังช่วยรักษารูปร่างโดยแนะนำรับประทานให้ครบ 5 หมู่ตั้งแต่มื้อนี้
          "โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องใช้สมอง มื้อเช้าเป็น มื้อที่สำคัญมากควรประทานอาหารหนักท้องที่ให้ พลังงาน เช่น ข้าวต้ม ส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็น แนะนำให้รับประทานอาหารเบาๆ และควรมีผักและ ผลไม้เป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่าย"
          เธอแนะนำเมนูที่ช่วยสร้างสมดุล และเสริมศักยภาพให้ร่างกาย สำหรับคนทำงานที่ต้องใช้สมอง มาก แนะนำให้ทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เพราะนอกจากได้คาร์โบไฮเดรดน้อยกว่าแล้วข้าวกล้อง ยังอุดมด้วยวิตามินบีที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึก กระปรี้ประเปร่าและเพิ่มกากใยให้กับระบบขับถ่าย
          สำหรับมื้อเช้าหากรีบจริงๆ แนะนำให้ทานน้ำเต้าหู้ ซึ่งให้พลังงานสูง และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงเนื่องจากถั่วเหลืองให้สารที่เรียกว่า "ไฟโตเอสโตรเจน" ที่ช่วยให้ผิวดูสวยเปล่งปลั่ง
          สำหรับคนที่เน้นการชะลอวัย แนะนำให้รับประทานผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง ประเภทผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลาย แต่สำหรับท่านใดที่ทานมื้อหนัก แนะนำให้ทานสัปปะรดหลังมื้ออาหาร เพราะนอกจากจะได้วิตามินซีแล้วยังช่วยในเรื่องการย่อยด้วย โดยเฉพาะเมนูผักพื้นบ้านกับน้ำพริก จะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการปรับสมดุลให้ระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดีขึ้น
          นอกจากนี้ เภสัชกรหญิงคนเดิมยังบอกว่า สำหรับคนที่รู้ว่าไม่สามารถทานได้ครบ 5 หมู่หรือไม่ อาจจะเลือกรับประทานอาหารเสริม เช่น วิตามิน บี ซี เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น วิตามินเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมได้และสะสมในร่างกายน้อย
          "คนทำงานแนะนำให้ทานวิตามินบี เพราะช่วยลดความเครียด ให้พลังงานแก่สมองและระบบประสาท ทำให้รู้สึกสดชื่นระหว่างวัน มีอยู่ ในข้าวกล้อง สำหรับผู้หญิงที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ อาจจะเลือกวิตามินช่วยต้านอนุมูลอิสระใน ร่างกาย เช่น วิตามินอี ช่วยเสริมน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติและช่วยลดการอักเสบ นอกจากนี้อาจจะเสริมด้วยคอลลาเจน เพื่อช่วยให้โครงสร้างของผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น"
          อย่างไรก็ตาม นอกจากอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การรักษาสุขภาพจิตใจให้ดีอยู่เสมอ ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเติมเต็มศักยภาพให้ร่างกายในแต่ละวันอีกด้วย
Share:

ความอิสระที่พอดี นิยามมารยาทโลกโซเชียล

  /data/content/19790/cms/egijklnpvxy5.jpg        ในยุคที่อะไรๆ ก็ดูจะมี อิสระ เป็นของตัวเองในหลากหลายมิติ จุดตรงกลางที่เหมาะสม สิ่งที่พึงกระทำหรือมารยาทที่ควรมี ดูจะเป็นเรื่องที่ระบุพิกัดกันได้ยาก      
          โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเอง ซึ่งชื่อเองก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นโลกของการติดต่อสื่อสารเข้าถึงกลุ่มเพื่อนและผู้คนใหม่ๆอย่างไร้ขอบเขตของพรมแดนและความเป็นไปได้ของโลกจริง มารยาทในโลกโซเชียล จึงกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ถูกพูดถึงกันมากขึ้นว่า อิสระที่พอดี นั้นเรานิยามกันได้อย่างไร
          จากผลวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจและน่าคำนึงถึงเพื่อไม่ให้ถูกแบนเบาๆ อย่าง delete post หรือ hide feed ยกระดับเป็น unfriend หรือ unfollow และจบกันแบบถาวรด้วยการ block นั้น ค้นพบมี 5ประเด็นที่เป็นสาเหตุหลักๆจบความสัมพันธ์บนโลกโซเชียล
          1.คอมเมนท์ โหดสะเทือนใจ ไม่นึกถึงจิตใจคนที่จะผ่านมาอ่าน (Social Bully)
          ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหน ความเห็นจิตเห็นใจคนอื่นยังคงเป็นมารยาทระดับต้นๆ ที่พึงมีในมุมมองนี้หลายคนมักมองผ่านถึงประเด็นที่ว่า สิ่งที่เราโพสต์หรือคอมเมนท์นั้นไม่ได้เป็นบทสนทนาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ใครๆ ก็เห็นได้ ในยุคที่มีทางเลือกการสื่อสารหลายอย่าง การเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมเป็นบริบทแรกที่ควรคำนึงก่อนโพสต์ Instagram Direct, Facebook Messenger, LINE Chat ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับข้อความแบบสนิทส่วนตัว/data/content/19790/cms/defimnuxy679.jpg
          2.เปลี่ยนสถานะในชีวิตจริง ไม่เคยเห็นตัวตนในชีวิตจริงไม่รู้จักกันดีไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆในโลกโซเชียล (Nonsense To Be Friend)
          การวิจัยระบุคนเราไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับทุกคนในโลกโซเชียลการ unfriend ลักษณะนี้มักเกิดจากผู้ใช้โซเชียลที่รู้สึกว่าเอาเข้าจริงๆ ถือเป็นคนไม่รู้จักกันหรือไม่มีความสนใจเหมือนกัน หรือจบความสัมพันธ์กันแล้วในโลกจริง อย่างใน Facebook ผู้ใช้มักติดต่อและสร้างสัมพันธ์กับคนที่รู้จักกันอยู่แล้วเท่านั้น ผิดจากความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า โซเชียลเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผิน
          3.ขี้โม้เป็นที่หนึ่งรักกันเหลือเกินชีวิตตนช่างเลอค่า (Bragging is My Life)
          ติดอันดับต้นๆ ของการจบความสัมพันธ์โลกโซเชียล คือ การเอือมระอากับโพสต์ลักษณะโชว์ออฟอย่างเห็นได้ชัด ไม่เน้นประสบการณ์ความเป็นโมเม้นต์หลายๆนักจิตวิทยาออกมาให้แนวคิดสวนกระแสเซลฟ์ฟี่ รณรงค์ชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อเน้นความสำคัญที่อารมณ์ความรู้สึกที่ตนมีต่อประสบการณ์ในห้วงเวลานั้น มากกว่าการอยากได้รับความสนใจจากการไลค์
/data/content/19790/cms/cemnqtw13489.jpg          4.คอนเทนท์ไม่เหมาะสมเรื่องส่วนตัวแบบสุดโต่ง (Polarizing Subjects)
          ไม่ว่าจะเป็นทัศนะทางการเมือง ศาสนา หรือเรื่องส่วนตัวมากๆ เช่น ครอบครัว ความสัมพันธ์ และสุขภาพส่วนตัวมักเป็นหนึ่งในประเด็นที่หลายคนอดรนทนไม่ได้การโพสต์ไร้สาระบ่อยๆ ยังไม่อันตรายเท่าการโพสต์ล่อเป้าครั้งเดียว เข้าลักษณะคอนเทนท์ เป็นเรื่องน่าใส่ใจกว่า frequency ในมุมนี้การเลือกกลุ่มเพื่อนสำหรับการแชร์ ถือเป็นเรื่องที่ควรทำสำหรับคอนเทนท์ที่ค่อนข้างเปิดประเด็น
          5.เอะอะเป็นขายของ (Trying to Sell Me Something)
          สิ่งหนึ่งที่เป็นที่น่ารำคาญคือ การขายของในสิ่งที่ไม่อยากจะซื้อแต่เสียไม่ได้ สาเหตุนี้ใครๆ ก็คงจะเข้าใจได้เมื่อเพื่อนพัฒนากลายเป็นร้านค้า
          ในยุคที่การ unfriend ในโลกโซเชียลง่ายกว่า การ unfriend โลกจริง การให้ความสำคัญในความสัมพันธ์ และการใส่ใจในความรู้สึกของคนอื่น เป็นสิ่งที่ต้องยิ่งคำนึงถึงในโลกโซเชียล จริงอยู่ที่ความเป็นเพื่อนโซเชียลต่างจากความเป็นเพื่อนในชีวิตจริง แต่ในขณะที่เราระบายความรู้สึกและแสดงออกความเป็นตัวตนอย่างอิสระ ก็ควรเคารพพื้นที่ส่วนตัวคนอื่น ใส่ใจว่าคนอื่นอยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับเราและจะรู้สึกอย่างไรกับเราบ้าง
Share:

5 อาการคลั่ง ระบาดในสังคมไทย

  /data/content/19787/cms/afgiklnz2457.jpg           จะว่าไปแล้วการชื่นชอบหรือคลั่งไคล้อะไรสักอย่างหนึ่งนั้น นอกจากจะช่วยทำให้เรารู้สึกดีแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดและจรรโลงจิตใจของเราให้ดีขึ้นได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การหลงใหลได้ปลื้มอะไรสักอย่างก็ต้องอยู่บนความพอดีเช่นกัน เพราะถ้าหมกมุ่นฟุ้งซ่านอยู่กับสิ่งๆ เดียวจนไม่เป็นอันทำงานแล้วละก็ จะกลาย เป็นการเสพติดขึ้นมาทันที คราวนี้แหละ! การอยากได้ อยากมี อยากเป็นเจ้าของ ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้ เราเกิดความเครียดขึ้นมาทันที และเมื่อไม่ได้ดั่งใจขึ้นมา ก็จะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนเสียสุขภาพจิตไปกันใหญ่ ฉบับนี้ เราจะพาไปสำรวจอาการคลั่งสุดฮิตที่กำลังระบาดอยู่ในสังคมไทย ซึ่งไม่แน่คุณอาจจะเป็นหนึ่งใน 5 อาการเหล่านี้ก็ได้
          คลั่งช้อปปิ้ง
          การช้อปปิ้งแบบบ้าคลั่งนี้ ก็เหมือนกับการ เสพติดชนิดหนึ่ง เพราะเมื่อใดที่คุณถือเงินอยู่ในมือ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อห้างสรรพสินค้าไวมาก เพราะจะรู้ว่าอันไหนลดราคา อันไหนคอลเลคชั่นใหม่ จนบางทีก็ซื้อมาแบบไม่บันยะบันยัง จนทำให้ รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจและใช้เงินเสพความสุข ซึ่งอาการบ้าช้อบปิ้งแบบนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า Onionmania หรือ โรคบ้าซื้อ 
/data/content/19787/cms/deimnrtwxz19.jpg
          เคยมีนักวิจัยท่าน หนึ่งของมหาวิทยาลัย Stanford ในสหรัฐ อเมริกาได้คิดค้นตัวยาที่ช่วยลดอาการ อยากช้อปปิ้ง โดยจะมีตัวยาที่คล้ายกับยาระงับ อาการเครียด Pozac คือมีสาร selective serotonin เพราะในสมองของคนที่มีอาการเครียด มักจะมีสาร serotonin น้อย ซึ่งเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอารมณ์ให้ดีขึ้น แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายรายยืนยันว่า การรักษาอย่างได้ผลจริงๆ นั้น ยังไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นการวางแผนในการใช้เงิน และเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต เป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่าทำเป็นพวกมือไว เห็นอะไรแล้วรูดบัตร มิเช่นนั้น คุณจะมีหนี้สินก้อนใหญ่แบบไม่รู้ตัว
          คลั่งผอม
          สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการคลั่งผอมจะมาจากดาราและนางแบบที่ปรากฏตัวออกสื่อด้วยรูปลักษณ์ที่ดี จนทำให้หลายคนหันมาหาสารพัดวิธีลดน้ำหนักแบบหักโหม ทั้งการทรมานตัวเองด้วยการลดอาหารและล้วงคอตัวเองเพื่ออาเจียนออกมา ซึ่งทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Eating Disorders คือ ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน ซึ่งแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ Anorexia Nervosa ผู้ป่วยจะรู้สึกอ้วนตลอดเวลา จึงไม่อยากกินอะไรเลย และ Bulimia Nervosa กลุ่มนี้จะกินเยอะแล้วล้วงคอให้อาเจียน หรือใช้ยาถ่าย ชนิดรุนแรง เพื่อให้สบายใจขึ้น ซึ่งปัจจุบัน 2 โรคนี้ กำลังระบาดหนักในเยาวชนไทย เนื่องจากมีทัศนคติที่ว่าผู้หญิงที่สวยน่ารักจะต้องมีรูปร่างผอมบางเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
/data/content/19787/cms/bcgkmpsux126.jpg
          คลั่งดารา
          เคยมีหลายกรณี ที่แฟนคลับชาวไทยไปรอรับศิลปินเกาหลีที่สนามบินกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางคนก็อดหลับอดนอนมารอรับกันตั้งแต่ตี 3 พร้อมทั้งส่งเสียงกรี๊ดและเบียดเสียดกันจนเป็นลม ซึ่งกระแสนิยมในลักษณะ แบบนี้ จะมีข้อดี คือ เป็นการให้กำลังใจ ศิลปินที่ตนเองชื่นชอบ แต่ถ้าเกิดอาการคลั่งไคล้มากๆ ก็จะส่งผลเสียทันที อย่างเช่น กรณีที่ไปปักหลัก เฝ้าที่หน้าบ้านพักหรือหอพักของศิลปินตลอด 24 ชั่วโมงและทุกวัน  รวมไปถึงขับรถหรือจ้างแท็กซี่ให้ขับรถตามรถของศิลปินไปแบบติดๆ หรือประกบข้าง เพื่อให้สามารถมองเห็นศิลปินที่นั่ง อยู่ในรถ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของศิลปิน ฉะนั้น ถ้าจะให้ดีก็ควรชื่นชอบกันแต่พอดีจะดีกว่า คอยให้กำลังใจแบบห่างๆ อย่างห่วงๆ
    /data/content/19787/cms/fgilnquv1237.jpg     คลั่งผิวขาว
          กระแสนิยมเรื่องความสวยความงามยังคงมาแรงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ ที่หลายคนต่างหาสารพัดวิธีมาประโคมผิวให้ตัวเองขาว เนียน ใส เช่น การขัดผิว การกินและฉีดกลูตาไธโอน  รวมไปถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ชั้นนำและนวัตกรรมการแพทย์
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  (อย.) ก็ได้ออกมาเตือนหลายครั้งว่าอาจจะมีบางผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย 100 %  อย่างกรณีของวัยรุ่นเพชรบุรีที่ไปซื้อเครื่องสำอางมาจากตลาดนัด แล้วเกิดผลข้างเคียงเป็นจ้ำเลือดจนน่อง ลาย และบางคนเกิดอาการผื่นแพ้คันที่บริเวณขา เนื่องจากพบว่า มีการผสมสารสเตียรอยด์และ สารต้องห้ามหลายชนิด ดังนั้น ใครที่มีอาการคลั่งไคล้ อยากมีผิวขาวออร่า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานการันตี
          คลั่งความรุนแรง
          พฤติกรรมคลั่งความรุนแรง ส่วนใหญ่มักเกิดมาจากบุคลิกภายในที่มีนิสัยชื่นชอบความรุนแรง และความโกรธแค้นส่วนตัวอยู่แล้ว   หรือบางทีอาจเกิดจากอิทธิพลที่มาจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดความรุนแรง เช่น โทรทัศน์ เกมส์ และสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นที่น่าตกใจว่า พฤติกรรมแบบนี้ได้ขยายวงกว้าง ไปสู่เด็กมากขึ้น จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อเด็กชายวัย 8 ปีชาวสหรัฐ ได้ยิงสังหารย่าตัวเอง ในบ้าน หลังจากเล่นเกมส์ "Grand Theft Auto IV" นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากชิคาโกว่ามีน้องชาย วัย 16 ปีก่อเหตุฆาตกรรมพี่ชายของตัวเอง วัย 17 ปี ที่ทำคะแนนในเกม Flappy Bird  รวมทั้ง ยังมีพฤติกรรมความรุนแรงอีกหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น การฆ่าคู่สามีหรือภรรยา  การแก้แค้นระหว่างสถาบัน รวมไปถึงความรุนแรงในเรื่องแนวคิดและทัศนคติที่ไม่ตรงกันทางการเมือง  ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด คือ ควรใช้สติในการแก้ไขปัญหาทุกครั้ง
Share:

อาการปากแสบร้อน

อาการแสบร้อนในปาก อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น  ภาวะปากแห้งจากโรคประจำตัว หรือยารักษาโรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  การติดเชื้อในช่องปากโดยเฉพาะเชื้อรา ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอม ภาวะโลหิตจาง ภาวะการขาดสารอาหาร เช่น วิตามิน B1, B2, B6, B12, โฟเลต, สังกะสี, ธาตุเหล็ก โรคของเยื่อเมือกในช่องปาก เช่น ไลเคนเพลนัส (lichen planus) โรคประจำตัว เช่น โรคไทรอยด์ โรคกรดไหลย้อน เป็นต้น
/data/content/23341/cms/efhjprstw567.jpg
           การไปพบแพทย์ หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจและรักษาสาเหตุของอาการแสบร้อนในปากนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการแสบร้อนในปากโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ จะเรียกว่าอาการปากแสบร้อน (burning mouth syndrome) ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากเยื่อเมือกในช่องปากบางและแห้งมากขึ้นจากอายุที่เพิ่มขึ้น และระดับฮอร์โมนในร่างกายที่ลดลง ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกรับรสที่เปลี่ยนไป รู้สึกว่าเยื่อเมือกในช่องปากหนา บวมมากขึ้น หรือเหมือนมีเข็มตำ ส่วนใหญ่มักเป็นที่ลิ้น ริมฝีปาก เหงือก หรืออาจเป็นที่เยื่อเมือกทั่วไปในช่องปาก การตรวจในช่องปากจะไม่พบความผิดปกติใดๆ ของเยื่อเมือกในช่องปาก นอกจากนี้ อาการปากแสบร้อนอาจสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวลของผู้ป่วยด้วย
          การตรวจวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดๆ ที่ได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีอาการปากแสบร้อน การรับประทานยา หรือใช้ยาทาเฉพาะที่ในช่องปาก อาจช่วยบรรเทาอาการปากแสบร้อนได้ แต่จะไม่หายขาด ผู้ป่วยจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง โดยหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รสเผ็ด อาหารร้อนๆ รวมทั้งงดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ หรือการเคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล สามารถช่วยบรรเทาอาการได้เช่นเดียวกัน
          สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยควรผ่อนคลายและไม่วิตกกังวลจนเกินเหตุ รวมทั้งไปพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อดูแลสุขภาพฟันและเหงือก รวมทั้งตรวจหาความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนในปาก
Share:

22 จานเด็ด อาหารไทย ช่วยลดเสี่ยงมะเร็ง

/data/content/23336/cms/bgkmquvxz349.jpg
          ผลวิจัยล่าสุดจากมหาบัณฑิตสาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 22 ตำรับอาหารไทยช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งได้
          อาจารย์มลฤดี สุขประสารทรัพย์ ผู้วิจัยได้สร้างแบบจำลองเลียนแบบการกินอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาทิ อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ต้มตุ๋นเป็นเวลานาน โดยนำอาหารไทยเหล่านั้นมาทำปฏิกิริยากับไนไตรท์ ในสภาวะคล้ายการย่อยอาหารของคน ได้ผลวิจัยว่าอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ดีที่สุด ตามลำดับ ได้แก่
          1. คะน้าน้ำมันหอย 2. ไก่ทอดสมุนไพร 3.ทอดมันปลากราย 4. แกงเลียง 5. ไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่พร้อมมะเขือเทศ 6. กะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว 7. แกงเผ็ดเป็ดย่าง 8. แกงจืดตำลึง 9. ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 10. ส้มตำไทย 11. ผัดผักรวมน้ำมันหอย
ส่วนอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ดีในระดับกลาง ตามลำดับได้แก่
          12. ฉู่ฉี่ปลาทับทิม 13. น้ำพริกลงเรือ  14. ห่อหมกปลาช่อนใบยอ 15. แกงจืดวุ้นเส้น 16. แกงเขียวหวานไก่ 17. แกงส้มผักรวม 18. ต้มยำเห็ด
และอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ต่ำ มีอยู่ 4 ชนิดตามลำดับ คือ
          19. เต้าเจี้ยวหลน 20. น้ำพริกกุ้งสด 21. ต้มยำกุ้ง 22. ยำวุ้นเส้น
          อาจารย์มลฤดี สุขประสารทรัพย์ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาโท โดยแรกเริ่มมีความสนใจในเรื่องอาหารไทย จึงเริ่มจากการทดลองเบื้องต้นในหลอดทดลอง จึงพบว่าส่วนประกอบของอาหารไทยใน 1 เมนู ล้วนมีส่วนประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ผัก มะละกอ สมุนไพร รวมไปถึงเครื่องเทศต่างๆ อย่างเช่น แกงเลียง เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีกากอาหารที่เข้าไปดักจับสารพิษในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีการขับถ่ายอย่างปกติ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า แกงเลียงสามารถต้านมะเร็งลำไส้ได้ เป็นต้น
          อาจารย์มลฤดี กล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้นผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่สามารถบอกได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า อาหารไทยทั้ง 22 เมนูจะสามารถป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผลการวิจัยในบทความเป็นเพียงแต่แนวโน้มที่มีความเป็นไปได้และต้องการให้ผู้อ่านตระหนักถึงว่า ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอาหารไทยก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน
Share:

ปัญหา`เด็กเครียด`แนะทางออกอย่างถูกวิธี

ข่าวคราวการฆ่าตัวตายของนักศึกษาที่เครียดในการเรียนหลายต่อหลายคนสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้ข่าวอย่างมาก โดยต่างตั้งคำถามกันไปต่าง ๆ นานาว่า เหตุใดจึงตัดสินใจอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่การศึกษาช่วยพัฒนาให้คนรู้จักคิด รู้จักปรับตัวแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง!!
      /data/content/23335/cms/cloqstvwx125.jpg    ผศ.ดร.ฉัฐวีณ์ สิทธิ์ศิรอรรถ ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยา ลัยศรีนครินทรวิโรฒ  กล่าวถึงการเรียนที่ส่งผลให้เกิดความเครียดกับเด็กให้ฟังว่า ให้มองอย่างแรก คือ ตัวเขาเอง ก่อนยังไม่ต้องมองว่าศึกษาอยู่ในระดับใด เพราะในทางจิตวิทยาจะพูดถึงความวิตกกังวลว่า จะต้องมีคุณลักษณะในตัวเอง คือ มีความเครียดอยู่ในตัวเองมากน้อยเท่าใดเช่น เมื่อเจอเรื่องราวเดียวกัน คนอื่นไม่สนใจ ไม่ได้เก็บมาคิดมาก แต่เราเกิดความเครียด คิดมากนั้นแสดงว่าเรามีคุณลักษณะของความเครียดอยู่ในตัวเองสูง เมื่อมีเรื่องราวเข้ามาในชีวิตเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ทันที
          ต่อมา คือ ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น เมื่อวิตกกังวลมาก ๆ ก็จะกลายเป็นความเครียด ซึ่งจะเกิดจาก สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้เครียด ทุกคนอาจจะมีภาวะของคุณลักษณะของตัวเองแตกต่างกันไป คือ มากบ้าง น้อยบ้าง แม้กระทั่งคนที่อารมณ์ดี สุขภาพจิตดี ปรับตัวได้ แต่ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาก็สามารถทำให้คน ๆ นั้นเครียดได้
          ในส่วนของตัวเราเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดถูกสะสมมาซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นคนเครียดมาก เครียดน้อยได้ ตรงนี้ไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ควบคุมได้ คือ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเรา แต่ก็คงไม่ได้ทั้งหมด เพราะสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ อย่างก็คุมไม่ได้ เช่น วิธีการเรียนการสอน ยกตัวอย่าง การเรียนในระดับมัธยมถามว่าเรียนเครียดไหมเมื่อเทียบกับระดับอุดมศึกษา หลายคนจะบอกว่าเรียนอุดมศึกษาเครียดกว่าเรียนมัธยม เพราะเหตุการณ์ฆ่าตัวตายมักเกิดขึ้นในระดับอุดมศึกษา แต่บางส่วนก็ค้านว่าระหว่างสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยกับสอบเก็บคะแนนอะไรเครียดกว่ากัน  ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเป็นคนตัดสินว่าการเรียนระดับใดเครียดมาก เครียดน้อย
          "จึงเห็นได้ว่า ความเครียดของคนเราจะเกิดจากตัวเองและสถานการณ์ ถ้าตัวเองเป็นคนช่างเครียด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เครียด อีกส่วนหนึ่ง คือ สถานการณ์ทำให้เครียด เช่น มีคนมากดดันเรามาก ๆ บอกเราว่า พ่อก็เป็นหมอ แม่ก็จบมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ลูกต้องสอบหมอให้ได้ แม้จะสอบเข้าไม่ได้แต่ก็ให้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ตรงนี้ก็จะทำให้เด็กเกิดความเครียดจากสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ได้อยากเรียนหมอแต่ต้องเรียน ทั้ง ๆ ที่ตัวเด็กมีสุขภาพจิตดีแต่สิ่งแวดล้อมทำให้เครียด ซึ่งมาจากครอบครัว"
          ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความเครียดของนักศึกษา จากการวิจัยเรื่องพฤติกรรมการตั้งใจเรียนของนักศึกษา ซึ่งเป็นสารนิพนธ์ในหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดย แบ่งตัวแปรที่เป็นปัจจัยในตัวเองออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งจะ/data/content/23335/cms/cdefgjlsxy26.jpgแปรผกผันกับความเครียด กลุ่มแรก คือ จิตลักษณะ ซึ่งก็คือสิ่งที่ติดตัวมา อย่างแรก คือ ลักษณะมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง โดยการเรียนบางอย่างมันยาก เช่น การได้เกียรตินิยม ถ้าเรามุ่งอนาคตอยากได้เกียรตินิยม เมื่อรับปริญญา พ่อยิ้ม แม่ยิ้ม ภูมิใจในตัวเรา ตรงนี้จะทำให้เขาควบคุมตนเองไม่เหลวไหล  แม้เขาไม่อยากอ่านหนังสือแต่เขาอยากได้เกียรตินิยม เขาก็ จะมุ่งอนาคตและควบคุมตนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม
          ต่อมา คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ คือ ทำอะไรต้องสำเร็จ ต้องดี ไม่ใช่เรียนแล้วเรียนไม่จบ ต้องเรียนให้จบ ซึ่งอันนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้คนมีพฤติกรรมที่ดี ตั้งใจเรียน สุดท้าย คือ เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในตนเองเกี่ยวกับการยอมรับนับถือตนเอง เห็นคุณค่าและมีความเชื่อมั่นในตนเอง
          ปัจจัยต่อมา คือ สถานการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก เช่น พฤติกรรมการสอนของอาจารย์ ความคาดหวังของผู้ปกครอง สัมพันธภาพภายในครอบครัว สัมพันธภาพกับเพื่อน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้
          สุดท้ายเป็นปัจจัยที่เอาปัจจัยภายในและภายนอกมารวมกัน  คือ จิตลักษณะบวกกับสถานการณ์ เรียกว่า จิตสถานการณ์เช่น ทัศนคติต่อสถานศึกษา ความเครียด
          จากงานวิจัย พบว่า ตัวแปรที่ส่งผลต่อการตั้งใจเรียนของนักศึกษา คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ คือ ทำอะไรต้องทำให้เสร็จ ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้ดีตามศักยภาพของเราเท่าที่เวลามีให้ ตรงนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจ ทำให้เกิดการตั้งใจเรียนที่สูง ต่อมา คือ ลักษณะมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง  สุดท้าย คือ การสนับสนุนของเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่คบ อิทธิพลของเพื่อน คือ เพื่อนจะมีผล ซึ่งจากการศึกษาทัศนคติทางเพศในกลุ่มวัยรุ่น ในเรื่องของการเรียนในระดับมัธยม ศึกษาและอุดมศึกษา จะมีตัวแปรการสนับสนุนของเพื่อนเข้ามาด้วยเช่นกัน ในทางการวิจัยก็คือ จะต้องให้เด็กรู้จักการคบเพื่อน
          จากงานวิจัยดังกล่าวทำให้พบว่า ความเครียดในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับสิ่งที่เป็นเรื่องทางบวก นั่นคือ สัมพันธภาพระหว่างเด็กกับเพื่อน หมาย ความว่า ถ้าเครียดสูงก็จะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนต่ำ แสดงว่า เด็กเครียดเพราะเพื่อน เช่น ในการเรียนหนังสือถ้าเขาเครียดแต่ถ้าเขามีเพื่อน รุ่นพี่คอยช่วยก็จะทำให้เขาหายเครียดหรือมีความเครียดน้อยลง แต่เด็กหลายคนตัดสินใจฆ่าตัวตาย นั้นเป็นเพราะเขาไม่มีใคร
          "อีกสิ่งหนึ่ง คือ ลักษณะมุ่งอนา คตและการควบคุมตนเอง คือ ที่เด็กเครียดเพราะไม่มองไปข้างหน้าว่าชีวิตเขาไม่ได้อยู่แค่นี้ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ตลอดไป เรื่องของเกรดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด รวมทั้งไม่ได้ควบคุมตนเอง อาจจะมีความเหลวไหลเพื่อนชวนไปดื่มเหล้าก็ไป เพื่อนชวนไปเที่ยวก็ไปโดยไม่ยอมควบคุมตัวเอง หรืออยากจะสอบให้ได้คะแนนดี ๆ แต่ก็ขี้เกียจเรียน ขี้เกียจอ่านหนังสือ จึงทำให้ในส่วนของลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนเองก็ทำไม่ได้ แต่กลับมีลักษณะมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเองต่ำก็จะส่งผลให้มีความ เครียดสูงเพราะทำไม่ได้อย่างที่คิดไว้ เกิดการสวนทางกัน"
          นอกจากนี้ยังมีอีกความสัมพันธ์หนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเรียนโดยตรงของเด็ก นั้นก็คือ พฤติกรรมการสอนของอาจารย์ /data/content/23335/cms/bcdfopqw1368.jpgเพราะจะส่งผลต่อพฤติกรรมการตั้งใจเรียน แรงจูงใจของเด็ก รวมทั้งความเครียดของเด็ก ฉะนั้น อาจารย์ที่ดีจะต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู ความเป็นอาจารย์ เป็นที่พึ่งพาของเด็กได้ และต้องเข้าใจถึงเทคนิคการสอนที่ดี จะต้องเป็นอาจารย์ที่มีศักยภาพนำพาเด็กไปสู่จุดมุ่งหมายได้ เพื่อลดความเครียดของเด็ก รวมทั้งเด็กจะได้ตั้งใจเรียนด้วย
          บนโลกใบนี้ทุกคนต้องเจอกับความเครียด โดยวิธีการจัดการไม่ได้มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดต้องอาศัยการฝึกและต้องฝึกทั้งชีวิต เพราะคนเรามีความเครียดได้ตลอดเวลา สำหรับการเรียนของนักศึกษาในส่วนของตัวเด็ก ต้องค้นพบตัวเองให้เจอ คิดไตร่ตรองให้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราชอบ ต้องการเรียนอะไร แล้วลงมือทำให้ดี คือ "อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่าเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" จะประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เกียรตินิยม แต่เรียนจบ ได้ทำงานที่รัก ที่ชอบ และที่สำคัญ คือ จะต้องรู้จักตนเอง รู้ว่าเราอยากทำงานอะไร เราชอบเรียนวิชาอะไร ก็มุ่งไปทางนั้น เพราะทุกอาชีพดีหมด
          ด้านผู้ปกครอง อยากให้ผู้ปกครองมองโลกแห่งความเป็นจริง โดยให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียน เรียนแล้วเขามีความสุข ต้องดูศักยภาพลูกด้วยว่าเขาเรียนเป็นอย่างไร อยู่กับเขา คุยกับเขาในทุก ๆ เรื่อง ถามบริบทในชีวิตเขา เป็นผู้ฟังที่ดีให้กับลูก จะได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วลูกเราเป็นคนอย่างไร มีความคิดอย่างไร ชอบอะไร ให้เขาสัมผัสได้ซึ่งความรักที่พ่อแม่มีให้กับเขา อย่าเป็นคนพูดสื่อสารทางเดียว เพราะอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกเครียด แทนที่จะเป็นคนประคองลูกให้ไม่เครียดกลับเป็นคนทำให้ลูกเครียด ซึ่งตรงนี้พ่อ แม่จะต้องช่วยทำให้ลูกหาตัวเองให้เจอ เพื่อให้เขาบรรลุผล และประสบความสำเร็จในชีวิต.
          "บนโลกใบนี้ทุกคนต้องเจอกับความเครียด โดยวิธีการจัดการไม่ได้มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดต้องอาศัยการฝึกและต้องฝึกทั้งชีวิต เพราะคนเรามีความเครียดได้ตลอดเวลา สำหรับการเรียนของนักศึกษา ในส่วนของตัวเด็ก ต้องค้นพบตัวเองให้เจอ คิดไตร่ตรองให้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เรารัก เราชอบ ต้องการเรียนอะไร แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด"
          วิธีจัดการกับความเครียด
          1. ส่วนใหญ่เวลาคนเราเครียดมักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าตนเองเครียด โดยจะมีพฤติกรรมไปบ่นกับคนโน้น คนนี้  ฉะนั้น วิธีแรก คือ หาใครสักคน โดยจะต้องเลือกที่เรียกว่า เป็นกัลยาณมิตรของเรา โดยจะเป็นคนที่เรารู้สึกว่าไว้ใจได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วคนนั้นอาจจะทำให้เราเครียดมากเพิ่มขึ้นเพราะเขาจะซ้ำเติมเราได้ ซึ่งอาจจะเป็น เพื่อน พ่อ แม่  พี่ น้อง แฟน  โดยระบายความรู้สึกให้เขาฟัง เพราะกัลยาณมิตรจะเป็นคนที่ให้ปัญญาที่ดีกับเรา ทำให้เราเย็นลงได้ พร้อมที่จะเข้าใจและแบ่งปันรับฟังความทุกข์ร้อนของเรา ร่วมเดือดร้อนไปกับเรา  ซึ่งตรงนี้เมื่อได้ระบาย 80-90 เปอร์เซ็นต์ จะรู้สึกดีขึ้น
          2. มนุษย์ทุกคนจะต้องพึ่งตัวเองตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเหลียวซ้ายแลขวาไม่เจอใครตัดสินใจไม่ได้จึงกรีดข้อมือตนเอง นั้นแสดงว่า เด็กคนนั้นมีการจัดการเรื่องของความเครียดได้ไม่ดี โดยการจัดการกับความเครียดสามารถปฏิบัติได้ตามหลักของพุทธศาสนา คือ อโกธะ ซึ่งเป็นหนึ่งในทศพิธราชธรรม คือ ความไม่โกรธ  นั่นคือ สามารถระงับความรู้สึกเครียดได้หรือไม่ เช่น เรามีความโกรธเพราะไม่ได้อย่างใจ คะแนนสอบออกมาไม่ดี  เรารู้สึกว่าเราเครียด เราไม่พอใจ เราไม่สบายใจ แต่เราระงับความเครียดได้ไหม หลายคนอาจจะอาละวาด ขว้างปาสิ่งของ แต่หลายคนก็จะใช้ความนิ่ง นั่งตรึกตรอง โดยคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงจะระงับได้ดีกว่า เช่น พ่อ แม่ จะระงับอารมณ์ได้ดีกว่า ลูก
          ตามหลักพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า เมื่อเรามีทุกข์ ให้หาเหตุแห่งทุกข์นั้น เช่น สอบได้คะแนนต่ำ หาเหตุแห่งทุกข์ว่าทำไมถึงสอบได้คะแนนน้อย อ่านหนังสือไม่มากพอหรือไม่ หรือว่าเริ่มมีแฟนเลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือการเรียนเลยตกลง หรือจะเป็นปัญหาเรื่องเงิน เมื่อหาสาเหตุเจอจะได้ดับทุกข์ซึ่งทำให้เกิดความเครียดลงได้/data/content/23335/cms/ailrtuvyz169.jpg
          3. วิธีการของตะวันตก คือ วิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจิตใจ เช่น การเกร็ง การคลาย การออกกำลังกาย เช่น เมื่อเครียดอยู่ให้แขม่วท้อง แหงนหน้าขึ้น ขมิบก้น หรือ การกำมือ ประมาณ 10 วินาที  เพราะเมื่อเครียดเราไม่สามารถออกมาวิ่งรอบมหาวิทยาลัยได้ บางครั้งเกิดความเครียดแต่เราต้องเผชิญ จึงสามารถใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อคลายความเครียด รู้สึกผ่อนคลายลงได้
          4.วิธีคิดแบบตะวันตกเช่นกัน คือ ให้มองไปข้างหน้า  เมื่อเครียดให้นึกถึงภาพในอนาคต รวมทั้งคิดถึงสิ่งที่ทำให้เราสบายใจ ซึ่งเป็นการสร้างจินตนาการ เช่น สอบได้คะแนนไม่ดีให้คิดถึงวันที่เราเรียนจบ นึกถึงวันที่เราทำงานมีเงินเดือนเลี้ยงตนเองได้
          5. หาวิธีหรือหนทางที่เราชอบที่สุดเพื่อผ่อนคลายความเครียดลง เช่น ร้องเพลง กินอาหาร ปลูกต้นไม้ เล่นเกม เล่นกับสุนัข ไปเที่ยว เล่นกีฬา
Share:

ยานอนหลับ กับการกินที่ต้องระวัง

       การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่สภาพสังคมที่มีปัญหา อาจทำให้เกิดความเครียด อาการนอนไม่หลับ จึงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพของคนเราในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น จนต้องพึ่งยานอนหลับ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
          การรักษาปัญหาการนอนไม่หลับจะเริ่มต้นด้วย วิธีไม่ใช้ยาก่อน โดยขจัดเหตุปัจจัยที่ทำให้นอนไม่หลับ ปฏิบัติตามสุขอนามัยการนอนอย่างเหมาะสม ส่วนการใช้ยานอนหลับนั้น ไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ช่วยให้อาการทุเลาลงขณะใช้ยา หากพยายามแก้ไขสาเหตุรวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนให้เหมาะสมแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จึงจะพิจารณาใช้ยานอนหลับร่วมด้วย
          การใช้ยานอนหลับจะใช้เพียงชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากการใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะทำให้การตอบสนองกับยาลดลง ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้นอนหลับได้ และยังทำให้เกิดการติดยาด้วย หากหยุดยาทันทีอาจมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย และกังวลได้ นอกจากนั้น การใช้ยานอนหลับในระยะยาว ยังส่งผลให้หน้าที่การทำงานของสมองเสื่อมถอยลง อาจเกิดโรคสมองเสื่อมได้โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
/data/content/23350/cms/abcejmnos359.jpg
          ดังนั้น การใช้ยานอนหลับ จึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากการใช้ยาเกินขนาดจะออกฤทธิ์กดการทำงานของสมองที่ควบคุมการหายใจ เกิดภาวการณ์หายใจล้มเหลว เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ยาบางชนิดออกฤทธิ์ยาวหลังจากตื่นนอนแล้ว บางคนจะยังรู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย หรือมึนงง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น หากต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร
          ฉะนั้น การใช้ยานอนหลับควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับ ไต และผู้สูงอายุ เพราะยาอาจสะสมในร่างกายได้ มากขึ้น เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่าปกติ นอกจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงการ ใช้ยานอนหลับในหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคปอด และผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงผู้ที่ใช้ยาออกฤทธิ์กดประสาท ส่วน ผู้ที่ใช้ยานอนหลับ ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปเสริมฤทธิ์กัน อาจกดการหายใจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
          หากจำเป็นต้องใช้ยานอนหลับควรปฏิบัติตัวตามสุขอนามัยในการนอนที่ดีร่วมด้วย โดยจัดบรรยากาศในห้องนอนให้นอนสบาย ไม่มีสิ่งรบกวน เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา จำกัดเวลานอนให้เหมาะสมและเพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หาวิธีผ่อนคลายความเครียด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน งดสูบบุหรี่ หากปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยานอนหลับอีก
Share:

มาสร้างบ้านของ ‘คนผอม’ กันเถอะ

คุณผู้อ่านเคยสังเกตไหมคะว่า บางครอบครัวเวลาเดินกันมา แลดูผอมเพรียวกันทั้งบ้าน ในขณะที่บางครอบครัวเดินเรียงหน้ากระดานมา จ้ำม่ำกันทุกคนจนมองแทบไม่เห็นวิวด้านหลัง
          สาเหตุที่ความอ้วนหรือความผอมมักเหมายกแผงกันทั้งบ้านนั้น เกิดจากหลายปัจจัย แต่หนึ่งในปัจจัยที่น่าสนใจมาก และหมอขอหยิบยกมาพูดถึงในวันนี้คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ชวนอ้วน เราก็จะอ้วนง่าย ในทางตรงข้าม ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมชวนผอม เราก็จะลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
/data/content/19674/cms/abdmsuvxy168.jpg
          เรามาเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเล็กๆ ใกล้ตัว เช่นบ้านของเรา ให้เป็น “บ้านของคนผอม” กันดีกว่าค่ะ
          1. ไม่ควรมีโทรทัศน์อยู่หน้าโต๊ะอาหาร ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบบ่อยในคนอ้วนคือ การเผลอกินแบบไร้สติ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Mindless eating หมายถึง การกินมากกว่าที่ตั้งใจไว้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งการดูโทรทัศน์ไป กินไป เป็นพฤติกรรมที่ส่งเสริมการกินแบบไร้สติมาก ดังนั้น ปิดโทรทัศน์ แล้วตั้งใจเคี้ยวอาหารช้าๆ จะช่วยให้คุณกินน้อยลงได้
          2. ใช้จานชามขนาดเล็ก มีงานวิจัยพบว่า ขนาดของภาชนะบรรจุอาหาร มีผลต่อปริมาณการกินของคุณ จานขนาดใหญ่จะหลอกตาให้คุณรู้สึกว่าอาหารมีน้อยกว่าความเป็นจริง จึงส่งผลให้คุณกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
          3. กินข้าวด้วยตะเกียบ พบว่าการใช้ตะเกียบจะช่วยให้คุณกินช้าลง ส่งผลให้กินน้อยลง และยังกินน้ำมันหรือน้ำซอสในกับข้าวน้อยกว่าการใช้ช้อนตักด้วย
          4. ไม่มีน้ำอัดลมในตู้เย็น ถ้าคุณตั้งใจจะลดน้ำหนักแล้ว ต้องจำกัด น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้สำเร็จรูป น้ำชาเขียวรสหวาน ออกไปจากตู้เย็นที่บ้านให้หมด เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นแหล่งของน้ำตาล ศัตรูตัวฉกาจของความผอม
          5. ไม่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในตู้กับข้าว หลายคนชอบคิดว่าควรมีเผื่อไว้ ยามน้ำท่วมหรือจำเป็นจริงๆ ค่อยนำมาต้มกิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์นั้นนานทีปีหนจะเกิดขึ้น ที่เกิดบ่อยกว่าคือ อาการหิวยามดึก แล้วห้ามใจไม่ไหว เดินไปต้มบะหมี่กิน การป้องกันจึงควรเริ่มจากไม่ซื้อมาติดบ้าน เมื่อไม่มีเสียแล้ว ถึงหิวแค่ไหน ก็ไม่มีให้กิน
          6. มีผักผลไม้ติดตู้เย็น ผลไม้หรือผักอย่างแครอท มะเขือเทศเชอรี่ เมื่อนำมาแช่เย็นๆ สามารถนำมากินเป็นของว่างในแบบคนผอมได้ การมีผักผลไม้ติดตู้เย็นเสมอ จะช่วยให้คุณกินผักผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินและเส้นใยอาหารมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
          7. มีอุปกรณ์กีฬาง่ายๆติดบ้าน เช่น เชือกสำหรับกระโดด ห่วงฮูล่าฮูปแบบตัน รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์เหล่านี้เป็นของง่ายๆ ราคาไม่แพงที่ควรมีติดบ้าน ในวันที่อากาศดี คุณสามารถคว้ารองเท้าผ้าใบออกเดินหรือวิ่งรอบบ้าน ในวันที่ตื่นเช้า คุณสามารถคว้าเชือกมากระโดดเรียกเหงื่อ เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้นๆ หรือในเวลาที่นั่งดูละคร คุณก็สามารถลุกขึ้นมาเล่นฮูล่าฮูปให้เอวได้ยักย้ายสลายไขมัน
          8. บ้านสะอาด การทำความสะอาดบ้านอย่าง กวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น กวาดใบไม้ ล้วนเป็นกิจกรรมเรียกเหงื่อที่ช่วยให้บ้านสะอาดน่าอยู่ และเผาผลาญพลังงานไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น หากมีเวลาว่างอยู่บ้านในวันหยุด ควรลุกขึ้นปัดกวาดบ้านด้วยตัวเองให้ติดเป็นนิสัย
          9. มีกฏจำกัดการดูโทรทัศน์ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า จำนวนชั่วโมงที่นั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ แปรผันตรงกับความเสี่ยงที่คุณจะอ้วนง่าย ยิ่งติดโทรทัศน์มากจนนอนดึก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความอ้วนมากขึ้นไปอีก คุณจึงควรมีกฏสำหรับสมาชิกภายในบ้านทุกคน ว่าไม่ควรดูโทรทัศน์เกินกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
          10. มีข้อความเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ติดอยู่ตามมุมต่างๆ ของบ้าน มิเชล โอบาม่า สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า การลดน้ำหนักนั้น ต้องเริ่มที่ใจเป็นอันดับแรก ลองติดข้อความเสริมสร้างกำลังใจในการลดน้ำหนักของคุณไว้ตามตู้เย็น ตู้กับข้าว คอมพิวเตอร์ จะช่วยให้คุณมีกำลังใจฮึดสู้มากขึ้น


          บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน  ในชุดโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
Share:

5 เหตุผล ชวนคนปั่นจักรยาน

        
/data/content/19675/cms/behlnopqr137.jpg
  ปัจจุบัน จักรยานได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากคนทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นการปั่นที่อินเทรนด์อยู่มากเลยทีเดียว เพราะการปั่นจักรยานได้ทั้งความสนุกสนาน ได้สังคม และยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย
ยิ่งท่ามกลางเหตุการณ์ทางการเมืองแบบนี้ด้วยแล้ว มีรถติด ปิดถนน การจราจรไม่ค่อยสะดวก แต่คนกรุงก็ไม่หวั่น มีทางเลือกดีๆ ขี่จักรยานคันงาม เท่ๆ แนวๆ แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน จะขี่ไปเรียนไปทำงานหรือไปเที่ยวกันบ้าง ไทยรัฐออนไลน์จึงไปหา 5 เหตุผลมาตอบคำถามให้ทุกคนได้รู้กันว่า ทำไมเราถึงต้องปั่นจักรยาน
1. ปั่นจักรยานรักษ์โลก
นอกจากการปั่นจักรยานจะประหยัดเงิน ประหยัดค่าน้ำมัน ยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว เพราะจักรยานเป็นยานพาหนะซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ใดๆ ที่ทำให้ต้องเป็นตัวปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาสู่โลกภายนอก นอกจากจักรยานไม่ก่อให้เกิดมลพิษแล้ว การปั่นจักรยานยังประหยัดพลังงานมากกว่าการเดินถึงสามเท่าในระยะทางเท่าๆ กัน เพราะถ้าลองเปรียบเทียบพลังงานที่เราใช้ในการปั่นจักรยาน ออกมาให้เหมือนรถยนต์ จะได้ประมาณ 4,705 กิโล/ลิตร
2. ลดน้ำหนักง่ายๆ ด้วยการปั่นจักรยาน
          การปั่นจักรยานออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดี การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินเข้าฟิตเนส หรือไปจ่ายกับค่าคอร์สตามสถาบันลดน้ำหนักต่างๆ ให้สิ้นเปลืองแต่อย่างใด แค่คุณลงทุนซื้อจักรยานสักคัน ไม่ต้องแพงมากหรอก เอาแค่พอขี่ได้ก่อน คุณรู้หรือไม่ว่า การปั่นจักรยานเพียง 1 ชั่วโมง สามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 600 แคลอรี หลายคนคงจะยังไม่รู้ว่ามันไม่ได้เผาผลาญแค่เฉพาะตอนที่เราปั่น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าร่างกายของคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีสภาวะ “After Burner” หรือเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างต่อเนื่องหลังจากลงจากจักรยานแล้วต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงด้วย แค่นี้ก็หุ่นดี ผอมเพรียว แถมยังสนุกอีกด้วย
/data/content/19675/cms/adghlosx4679.jpg
3. ร่างกายแข็งแรง สดชื่น จิตใจแจ่มใส
          การขี่จักรยาน ก็เหมือนการออกกำลังกาย พอออกกำลังกายแล้วก็จะทำให้เราร่างกายแข็งแรงสดชื่น นอกจากนี้ยังช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย เพราะเวลาที่คุณขี่จักรยานคุณจะมีเวลาในการชมนก ชมไม้ ดูบรรยากาศรอบๆ เลือกที่จะไปปั่นจักรยานในสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวจำนวนมาก เมื่อมองไปแล้วก็จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย
ทั้งนี้ยังได้สัมผัสบรรยากาศบริสุทธิ์อีกด้วย และมีรายงานสุขภาพจากอังกฤษบอกว่าคนที่ปั่นจักรยานอย่างน้อย 30 นาทีเป็นเวลาห้าวันต่อสัปดาห์ มีโอกาสป่วยน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยกว่าเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสุขภาพในสหรัฐฯ หลายๆ ชิ้นยืนยันว่า การออกกำลังกาย โดยเฉพาะการปั่นจักรยานช่วยลดความหดหู่และความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
4. หน้าเด็กลง
การปั่นจักรยานนั้นช่วยให้ร่างกายเราลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารได้ดีขึ้น และช่วยขับถ่ายสารพิษในร่างกายได้มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างการปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการผลิตสารคอลลาเจน ซึ่งเป็นสารที่สาวๆ หรือไม่สาวก็ต้องการเป็นอย่างมาก เพราะสารคอลลาเจนตัวนี้จะช่วยในเรื่องการลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า จึงไม่แปลกว่าทำไมคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจึงหน้าตาอิ่มเอิบและผิวพรรณขาวใสน่าเจี๊ยะกันทั้งนั้น
5. มีความเป็นอิสระ
มีสังคม ได้เพื่อนใหม่เสน่ห์การปั่นจักรยานคงอยู่ที่ความเป็นอิสระ เมื่อไปถามนักปั่นตัวยงหลายๆ คนเขาก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าการปั่นจักรยานมันไม่เหมือนกับการขับขี่รถประเภทอื่น การปั่นจักรยานมันสามารถหยุดในที่ที่เราอยากหยุดได้ ชมบรรยากาศ ทัศนียภาพอื่นๆ ซึ่งมีสถานที่หลายแห่งที่ไม่อนุญาตให้รถยนต์เข้าไป หรือแม้จะเดินเข้าไปก็ช้าและเสียเวลา
จักรยานอาจเป็นทางเลือกที่ดีหากเราต้องการเข้าไปถึงในที่ที่เราต้องการทั้งนี้แล้วสังคมการปั่นจักรยานก็ค่อนข้างจะอบอุ่นและเป็นมิตร ทุกคนสามารถรู้จักกันได้ภายในเวลาอันรวดเร็วเหมือนเป็นกฎการดึงดูด (Law of Attraction) คือสิ่งที่เหมือนกันจะเข้าหากัน คน 2 คนที่เหมือนกันมักจะเข้าหากัน สิ่ง 2 สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดเข้าหากัน ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติพื้นฐานที่พระเจ้าสร้างไว้อยู่แล้ว นอกจากนี้หากใครมีปัญหาอะไรก็มักจะช่วยเหลือกันและยังช่วยเสริมสุขภาพเราในทางอ้อมอีกด้วย มีผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Howard ออกมาว่าคนที่ไม่มีเพื่อนและไม่เข้าสังคมมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยมากกว่าคนสูบบุหรี่และคนที่เป็นโรคอ้วนเสียอีก
Share:

รักแท้หรือแค่เคมี

ทำไมเห็นหน้าใครคนนั้นแล้วเกิดวูบวาบ อาการแบบนี้เรียกว่ารักหรือเปล่า...หลายคนคงตั้งคำถามทำนองนี้ในช่วงวัยว้าวุ่นและวุ่นรัก หรือจะเลยมาสู่วัยผู้ใหญ่แล้วหลายคนก็ยังมีอาการ
     /data/content/19664/cms/afhijltuwy38.jpg     นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บรรยายว่าในช่วงวัยเด็กเราเล่นกับเพื่อนต่างเพศโดยไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงประถมปลายจะเริ่มรู้สึกวูบวาบเมื่ออยู่ใกล้เพศตรงข้าม เพราะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
          "เด็กหญิงจะเริ่มมีประจำเดือน ตั้งแต่ 8-9 ขวบ ซึ่งเด็กสมัยนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว เพราะถูกเร่งด้วยแสง สี เสียง และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น แต่ถ้าเด็กคนไหนมีประจำเดือนก่อน 8 ขวบถือว่าผิดปกติ" นพ.สุกมลกล่าว  ในผู้หญิงนั้นมีฮอร์โมนของความรักและการแสวงหา ซึ่ง นพ.สุกมลบอกว่าเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงถึงคลั่งไคล้ดารา ส่วนผู้ชายนั้นมีฮอร์โมนของความใคร่และความก้าวร้าว ซึ่งช่วงเช้าผู้ชายจะพบอวัยวะเพศแข็งตัว หรือมีความรู้สึก "หื่น" อันเป็นผลจากการหลังฮอร์โมนเพศ และทำให้เกิดอารมณ์ความใคร่ขึ้นมา  "ระหว่างความรักกับความใคร่ เป็นวงกลมซ้อนกันอยู่ เราจะเห็นว่าในวงกลมของความใคร่ส่วนหนึ่งไม่มีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกแบบนี้เราพบได้ในกลุ่มผู้ใช้การขายบริการทางเพศ หรือกลุ่มเพศสัมพันธ์ชั่วคราวแบบ 'รักยั่งยืนแค่คืนเดียว' เป็นการใช้ร่างกายของอีกฝ่ายบำบัดความใคร่ ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกรัก" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นกล่าว
          ส่วนความรักที่เจือด้วยความใคร่ในส่วนที่วงกลมซ้อนทับกันนั้น นพ.สุกมล กล่าวว่าเป็นความรู้สึกสเน่หา เป็นความรักแบบคู่รักมีให้กัน ส่วนความรักที่ไม่มีความใคร่เจือปนนั้นเรียกว่าความเมตตา
          นพ.สุกมลตัวอย่างอิทธิพลของฮอร์โมนที่อธิบายถึงพฤติกรรมหลายๆ อย่าง เช่น เด็กชายวัย 4-5 ขวบ ไม่รู้สึกอะไรเมื่อดูภาพผู้หญิงเปลือย หรือชายชราวัย 60-70 ปี มองผู้หญิงแล้วไม่รู้สึกอะไร เป็นผลจากวัยเด็กยังไม่หลั่งฮอร์โมนเพศ หรือ ฮอร์โมนลดลงเมื่ออายุมากขึ้น เป็นต้น
          "เพศหญิงยังมีฮอร์โมนออกซิโตซิน เป็นฮอร์โมนแห่งความเป็นแม่ หรือฮอร์โมนแห่งความผูกพัน ซึ่งจะหลั่งหลังจากมีเซ็กซ์ทำให้ผู้หญิงผูกพันกับคู่นอนของตน หลั่งหลัง คลอดลูกและให้นมบุตร ทำให้ผูกพันกับลูกมากกว่าผู้ชาย ส่วนผู้ช่วยมีฮอร์โมนวาโซเพรสซิน ฮอร์โมนแห่งความรับผิดชอบ ทำให้รู้สึกต้องทำงานเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย"/data/content/19664/cms/cehkmswxy148.jpg
          "ฮอร์โมนเหล่าเป็นสารตามธรรมชาติที่ยังไม่มีสารทดแทน แต่ก็เริ่มมีบริษัทยาเริ่มพัฒนาฮอร์โมนออกซิโตซินให้ผู้ชายกิน เพื่อให้รักเดียวใจเดียว แต่นอกจากฮอร์โมนแล้วความรักยังเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทชื่อ เซโรโทนนิน ซึ่งพบว่าคนที่หลงรักใครมากๆ หรือคนอกหักจะมีสารนี้ต่ำ ซึ่งเป็นอาการเดียวกับคนย้ำคิดย้ำทำและอาการเดียวกับโรคซึมเศร้า" นพ.สุกมลกล่าว
          การบรรยายเกี่ยวกับฮอร์โมนและสารสื่อประสาทที่เกี่ยวเนื่องกับความรักนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเสวนา "14 กุมภาพันธ์ รักแท้หรือแค่เคมี" ที่จัดขึ้นเมื่อ 13 ก.พ.57 ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยความร่วมมือระหว่างองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต พร้อมกันนี้จิตแพทย์คนเดิมยังให้ข้อมูลที่น่าห่วงว่า ทุกๆ 4 นาทีจะมี "แม่วัยรุ่น" หรือผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 19 ปีให้กำเนิดลูก 1 ราย และประเมินว่ามีผู้หญิงทำแท้งในหลักแสนรายต่อปี แต่ไม่สามารถบอกตัวเลขที่ชัดเจนเพราะไม่มีการเก็บตัวเลขอย่างเป็นทางการ เนื่องจากการทำแท้งยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และมักกระทำในคลินิกเถื่อน และพบว่ามีผู้เสียชีวิตหรือติดเชื้อจากการทำแท้งเป็นจำนวนมาก
          จากปัญหาแม่วัยรุ่นและการทำแท้งซึ่งพบว่ามีการติดเชื้อจนเสียชีวิต นพ.สุกมลให้ข้อมูลว่านำไปสู่การให้ความรู้เพื่อป้องกัน 5 ระดับ
          ระดับ 1  เป็นการให้ความรู้และควบคุมโดยพ่อแม่ คือ ในวัยเรียนอย่าเพิ่งมีแฟน
          ระดับ 2  หากมีแฟนแล้วอย่าเพิ่งมีเพศสัมพันธ์ เป็นการให้ความรู้เพื่อป้องกันในระดับมัธยมศึกษา
          ระดับ 3  หากมีเพศสัมพันธ์แล้วจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ท้อง เป็นการป้องกันในระดับอุมศึกษา ที่พบว่ามีการอยู่กันเป็นคู่ตามหอพัก
          ระดับ 4  หากท้องแล้วจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ทำแท้ง
          และระดับ 5  ถ้าทำแท้งจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดการติดเชื้อและตกเลือด
          "จะให้ได้ผลต้องลงไปที่การเลี้ยงลูก เพราะสมัยนี้เลี้ยงลูกกันแบบเน้นสมองส่วนอยาก แต่ไม่เน้นสมองส่วนยับยั้งชั่งใจ ผมเคยพูดเรื่องนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่าจะมีปัญหาเรื่องเด็กมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งต้องให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้องแต่ถูกต่อต้าน ต่อไปในอนาคตเราจะคล้ายฝรั่งที่การมีเซ็กซ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องปกติ" นพ.สุกมลกล่าว พร้อมแนะทางออกที่ดีสำหรับการปลดปล่อยความรู้ทางเพศของเด็กในวัยเรียนทั้งหญิงและชายว่า "การช่วยตัวเอง" เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และเหมาะสมกับวัย
Share:

โรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อน

         /data/content/19692/cms/ceghpquvw267.jpg
          เมื่อพูดถึงหน้าร้อนสิ่งแรกที่เรานึกถึงคงเป็นแสงแดดที่แผดจ้าถัดจากนั้นคงเป็น “เหงื่อ” ซึ่งพอนึกแล้วก็รู้สึกถึงความไม่สบายตัวได้ทันที
          ที่จริงแล้วเหงื่อนั้นมีประโยชน์เพราะเป็นทางระบายความร้อนที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เวลาที่เราเป็นไข้ พอเหงื่อออกอุณหภูมิลดลง ร่างกายก็รู้สึกสบายขึ้นแต่หากเหงื่อเราไม่ออกก็อาจถึงตายได้
          ในต่างประเทศที่ผู้คนเคยชินกับสภาพอากาศหนาวมาก ๆ เมื่อเกิดภาวะ “คลื่นความร้อน” มาในแต่ละปี ก็จะมีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในบางปีและในบางประเทศมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ส่วนมากจะเป็นผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในที่ๆ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ เมื่อพบเจอกับอากาศร้อนมาอย่างกะทันหัน ร่างกายเกิดการปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน ทำให้เหงื่อออกไม่ทันก็เลยเสียชีวิตเอาได้ง่าย ๆ
          ในร่างกายคนเรามีต่อมเหงื่ออยู่ทั่วตัว ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 2-4 ล้านต่อม คนที่มีเหงื่อออกเก่งๆ นั้นออกได้หลายลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10 กว่าลิตรต่อวันทีเดียว....เวลาร้อนมากๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ เราจึงเกิดอาการกระหายน้ำ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายเราเริ่มขาดน้ำแล้ว สิ่งที่สังเกตง่ายๆ คือเมื่อเหงื่อออกมากๆ เราจะรู้สึกเพลีย ซึ่งเกิดจากการสูญเสีย “เกลือแร่” ไปกับเหงื่อมากนั่นเอง ดังนั้นเราทุกคนคงทราบดีว่า เวลาเหงื่อเข้าปากจะรู้สึกเค็มๆ
          ทั้งนี้ก็เป็นเพราะในเหงื่อนั้นมีเกลือแร่ปะปนอยู่ เกลือแร่ต่างๆ นั้นเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย เราจึงต้องคอย “เก็บ” เกลือแร่ ไม่ให้ขับออกไปทางปัสสาวะและทางเหงื่อมากจนเกินไป ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของไตและต่อมเหงื่อ พอเหงื่อออกน้อยๆ เราเก็บเกลือแร่กลับได้ทันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเหงื่อออกมากๆ ออกเร็วๆ ต่อมเหงื่อในร่างกายเรารับมือไม่ไหว ก็เลยสูญเสียเกลือแร่เป็นปริมาณมากๆ ได้ จึงทำให้เกิดอาการเพลีย บางทีเราก็เลยต้องชดเชยด้วยการดื่มน้ำที่มีเกลือแร่เข้าไปเวลาออกกำลังกายหนักๆ ซึ่งก็จะพอช่วยได้
          กลิ่นตัว พอได้ยินคำว่าเหงื่อปั๊บ...หลายๆ ท่านก็มีคำว่า “กลิ่นตัว” ลอยมาทันที ทุกท่านคงเคยเดินตามคนที่เหงื่อออกมากๆ หรือขึ้นรถเมล์ที่แน่นๆ หรือเดินในตลาดนัดสวนจตุจักรตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ร้อนจัด คงไม่ต้องบรรยายว่ากลิ่นจากเหงื่อมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร ความจริงเหงื่อที่ออกใหม่ๆ นั้นไม่มีกลิ่น
          ถ้าลองสังเกตดู พอเราอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ บางทีจะมีเหงื่อออก แต่ตัวเราก็ไม่เหม็น หรือเวลาวิ่งรอบสวนลุมพินีสัก 2 รอบ เหงื่อท่วมตัว เราก็ยังไม่เหม็น แต่พอนั่งไปสักพักหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นพักใหญ่ๆ รับประทานอาหารต่อหรือนั่งรถเมล์กลับบ้านด้วย จะสังเกตว่าเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดี อันนี้ก็เป็นเพราะบนผิวหนังเราจะมีแบคทีเรียอยู่ ซึ่งจะแปลงสารในเหงื่อบางอย่างทำให้มีกลิ่นขึ้นได้ ยิ่งในบางบริเวณเช่น รักแร้และในร่มผ้า ที่มีต่อมเหงื่อชนิดพิเศษนั้น ก็จะยิ่งมีกลิ่นได้มากกว่าบริเวณอื่นๆ
         สาเหตุหลักก็มาจากาแบคทีเรียที่ว่านั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าไปพบแพทย์ก็อาจจะได้ยาฆ่าเชื้อมาทาหรือได้รับคำแนะนำให้ใช้สบู่ที่มีสารบางอย่างที่มีตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ กลิ่นตัวก็จะลดลง อีกส่วนที่ทำให้มีกลิ่นได้ คือ อาหาร คนบางชนชาติที่รับประทานประเภท เนื้อแกะ เนื้อแพะ หรือชีสบางประเภทเป็นประจำนั้น พอเข้ามาในห้องที่เราอยู่ยิ่งถ้าเป็นลิฟต์ด้วยแล้วเราแทบจะกระโดดหนี เหตุผลเพราะมีแบคทีเรียหลายชนิดที่ชอบความชื้นมาก เพราะฉะนั้นในที่อับชื้นบนร่างกายเรา เช่น รักแร้ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า จึงอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ ซึ่งบางครั้งทำให้มีอาการแปลกๆ เช่น ที่ฝ่าเท้ามีรูพรุนเล็กๆ (pitted keratolysis) ซึ่งผู้ที่เป็นมักมีกลิ่นเท้ามากกว่าคนทั่วไป หรือคนที่เป็น erythrasma บริเวณรักแร้ ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า ก็จะมีผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล ในบริเวณดังกล่าวได้
          กลาก เกลื้อน เป็นอีกโรคที่มากับเหงื่อ คือ กลากและเกลื้อนซึ่งเกิดจากเชื้อราคนละประเภทกัน กลากนั้นชอบความชื้น ความแฉะ ความอับ ที่ไหนก็ตามที่มีความอับชื้นพอเหมาะ ราก็จะเจริญเติบโตทันที เพราะฉะนั้นก็เลยพบบ่อยแถวๆ ขาหนีบและฝ่าเท้ารวมทั้งซอกนิ้วเท้า ที่จริงเป็นได้ทั่วตัวตั้งแต่ศีรษะที่เรียกว่า“ชันนะตุ” ขาหนีบ ที่เรียกว่า “สังคัง” จนถึงเท้าที่บางคน (ยกเว้นคนฮ่องกง) เรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือเท้านักกีฬา (athlete’s foot)... ผื่นกลากส่วนมากจะคัน ทำให้ผู้ที่เป็นรู้ตัวว่ามีผื่นอยู่ ผื่นนี้ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีลักษณะเป็น “วงแหวน” ฝรั่งจึงเรียกว่า “ring worm” ยกเว้นในบางบริเวณ เช่น หนังศีรษะ ฝ่าเท้า ซึ่งอาจไม่มีลักษณะวงแหวนได้
          ส่วนเชื้อเกลื้อนนั้น ชอบความมัน เหงื่อ และความร้อนและไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอก แต่เป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนัง คนทุกคนไม่ว่าจะสะอาดแค่ไหนก็มีทั้งนั้น ทีนี้พอเข้าหน้าร้อน เหงื่อออกมากขึ้นผิวมันมากขึ้น เชื้อราก็ได้ใจ เกิดผื่นเป็นดวงๆ ขึ้น ส่วนมากเป็นที่หน้าอกและหลัง เกลื้อนนั้นในแง่อาการจะต่างจากกลาก เพราะมักจะไม่มีอาการ ไม่คัน ไม่แสบ แต่เห็นเป็นดวงๆ จุดๆ มีได้หลายสีตั้งแต่ขาว ชมพู น้ำตาล ม่วง เทา แต่ส่วนมากมักมีสีเดียวในแต่ละคน และในคนไทยจะพบสีขาวบ่อยที่สุดทำให้ได้ชื่อว่า เกลื้อนดอกหมาก
          ผิวหนังอักเสบ เด็กที่มีภูมิแพ้-ผิวหนังอักเสบ โดยเฉพาะชนิดที่มีผื่นบริเวณข้อพับศอก ข้อพับเข่า (atopic dermatitis/atopic eczema) เมื่อเล่นกีฬาเหงื่อออกมาก หรือแม้แต่โดนแดดมากก็อาจมีผื่นเห่อขึ้นได้ทำให้บางคนชอบเรียกว่า “แพ้เหงื่อ” ซึ่งที่จริงเราไม่แพ้เหงื่อตัวเอง แต่ผื่นลักษณะที่ว่านี้ ร้อนจัดก็เป็น หนาวจัดก็เห่อ แห้งมากก็คัน ชื้นมากก็ยุบยิบๆ อีก ผื่นผิวหนังอักเสบอีกชนิดหนึ่งซึ่งเห่อได้บ่อย เวลาโดนแดดมาก ๆ คือ seborrheic dermatitis ซึ่งในปัจจุบันคนทั่วไปเรียกย่อๆ ว่า “sebderm” ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู และบางคนเป็นร่วมกับรังแค ผื่นที่หน้านั้นอาจเห่อมากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด ทำให้ผู้ป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคลูปัส หรือ “โรคพุ่มพวง” ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับแสงแดดโรคหนึ่ง
          สุดท้ายคือ ผื่นชนิดอื่นๆ ในฤดูร้อนเราก็มักจะเดินทางไปต่างจังหวัด ต่างประเทศกันบ่อยๆ เพื่อพักผ่อนท่องเที่ยวตามป่าเขา น้ำตก หรือทะเล เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสจะถูกแมลงต่างถิ่น สัตว์มีพิษในทะเล หรือต้นไม้ที่มียางต่างๆ ทำให้เกิดผื่นขึ้นได้ ผื่นต่างๆ ที่มีกับหน้าร้อนรวมทั้งภาวะเหงื่อออกมากนั้นรักษาได้ทั้งสิ้น และการรักษาที่ถูกต้องนั้นควรมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังเท่านั้น

ที่มา : สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
Share:

โซเชียลมีเดียทำ ‘โลกแคบ’ ผู้ใหญ่ (ก็) ติด

/data/content/19689/cms/bdjkmosv1259.jpg
เด็กติดเกมส์ วัยรุ่นติดแชต โจ๋ออนไลน์ ดูจะเป็นคำที่คุ้นหูในข่าวไม่เสื่อมคลาย หลายคนก็เลยคิดว่า โลกของโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีใหม่ๆ ดูจะมีแต่วัยรุ่นและคนทำงานเท่านั้นที่เข้าถึง และพลอยเล่นไปซะจนติดเสียด้วย แต่ก็ไม่เสมอไป...เพราะหากผู้สูงอายุอยากจะเล่น ก็คงจะห้ามไม่ได้ ใช่หรือไม่
เมื่อผู้สูงอายุอยากจะเล่นทั้งที ก็เลยต้องพึ่งตัวช่วยเพื่อให้ก้าวตามเด็กๆ ทัน และการเข้าคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์พื้นฐานและเฟซบุ๊ก ก็ดูจะเป็นอะไรที่รวดเร็วทันใจ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณที่เลือกจะใช้เวลาว่างมาเรียนการใช้อินเตอร์เน็ตในคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์พื้นฐานเป็นตัวช่วยในการเรียนให้ทันโลก
เรือโท จิรศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ อาจารย์ผู้สอนคอมพิวเตอร์พื้นฐานเผยว่า ผู้เรียนทุกคนอายุไม่น้อยแล้วทั้งนั้น มีตั้งแต่ 45 ปี ไปจนถึง 70 เลยทีเดียว แถมนักเรียนหลายคนยังไม่เคยจับคอมพิวเตอร์มาก่อนด้วยซ้ำ จะสอนทั้งทีต้องปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมดแม้กระทั่งเปิดเครื่อง ไปจนถึงดูแลรักษาคอมพิวเตอร์
เรือโทจิรศักดิ์เผยว่า นักเรียนที่มาเรียนส่วนมากต้องการใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อให้รู้เท่าทันข่าวสารและเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว เนื้อหาที่เรียนจึงเน้นหนักไปทางการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่าโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศทั่วๆ ไป ในห้องเรียนก็จะสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักการค้นหาเว็บไซต์ ค้นหารูปภาพ ดูทีวีในอินเตอร์เน็ต สมัครอีเมล์เขียนจดหมายออนไลน์ และโปรแกรมเฟซบุ๊ก
นักเรียนบางคนไม่เคยมีอีเมล์ เมื่อได้รับส่งจดหมายกันก็ตื่นเต้นสนุกสนาน บางคนก็โทร.มาถามว่าเข้าอินเตอร์เน็ตที่บ้านไม่ได้ทำอย่างไร บางคนเมื่อกลับไปพูดคุยกับลูกหลานที่บ้านแล้ว ก็จะเข้ามาถามว่าเขาจะใช้โปรแกรมสไกป์ได้อย่างไร นักเรียนในคลาสจะรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของโลกออนไลน์ว่าทำให้เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ด้าน สุชาติ แสงเถกิง ข้าราชการบำนาญ อายุ 65 ปี เล่าว่า ที่เลือกเรียนวิชาคอมพิวเตอร์นี้เพราะถือว่าอาจจะเป็นประโยชน์ให้กับตัวเองในอนาคตได้ เพราะสมัยนี้วิชาคอมพิวเตอร์จะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น และอัพเดตตัวเองให้ทันกับโลกและสังคมส่วนใหญ่ได้ ซึ่งหลังจากมาเรียนแล้วก็ได้ต่อยอดในการทำงาน และทำให้เจอกับเพื่อนฝูงในแวดวงเก่าๆ ได้ เหมือนช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
หลังจากเกษียณก็ได้ทำอาชีพทนายความ ได้ใช้คอมพิวเตอร์บ้าง ตอนนี้ก็ได้ใช้หาข้อมูลเรื่องตัวบทกฎหมาย คำพิพากษาต่างๆ ที่เคยตัดสินไว้ นอกจากนี้ก็จะใช้เฟซบุ๊กในการติดต่อกับเพื่อนฝูงแม้จะไม่ได้เข้าไปดูบ่อยนัก แต่ก็ทำให้ยังได้ติดต่อกับเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน สังคมโซเชียลมีเดียมีประโยชน์หลายด้าน ไม่มีวัยใดที่ยากเกินกว่าจะเรียนรู้
ขณะที่ เพ็ญศรี จันทร์สระแก้ว แม่บ้านอายุ 65 ปี เผยว่า ที่ผ่านมาหลังจากเกษียณแล้วจะมีเวลาว่างเยอะ ก็อยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แต่ที่เข้ามาเรียนคอมพิวเตอร์จริงๆ เป็นเพราะได้เห็นหลานๆ ที่บ้านเปิดคอมพิวเตอร์เล่นกันอย่างเป็นเรื่องธรรมดาๆ เราเองไม่เคยได้สัมผัส จะถามพวกเขาก็ไม่กล้า กลัวว่าเขาจะมองว่าตลกทำไมทำไม่ได้ เลยลงทุนไปซื้อโน้ตบุ๊กมาเรียนเอง ที่บ้านก็เลยรู้ว่าเราเอาจริงเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้หลานอาจจะคิดว่าเราเชย ทำอะไรก็ไม่ได้ พอมาเรียน ลูกหลานก็จะคิดว่าเราไม่แก่เลย เราพยายามเรียนรู้ และเราก็เจ๋งอยู่ เราเข้าใจโลกของเขามากขึ้น เรารู้ว่าเล่นเฟซบุ๊กทำอะไรได้บ้าง เราคุยกับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอกันนานได้ ประทับใจมาก พอได้เจอเพื่อนเก่าก็ได้ย้อนอดีต ถามกันว่าจำเรื่องนั้นนี้ได้ไหม ทั้งที่ผ่านมานานมากแล้ว ไม่ต้องไปตามหาเพื่อนให้วุ่นวายว่าเขาอยู่ที่ไหนๆ หรือจะเป็นการรับส่งอีเมล์ที่เราใช้แทนโทรศัพท์ได้ เราเองไม่คิดว่าเราจะมาเจอความสุขที่แตะต้องได้ในขณะที่เราอายุเยอะแบบนี้จริงๆ
ไม่เพียงแต่จะเล่นเฟซบุ๊กและรับส่งอีเมล์เท่านั้น เพ็ญศรียังใช้อินเตอร์เน็ตในการเสาะหาเส้นทางใน กูเกิลแมป ก่อนที่จะเดินทางไปไหนๆ หรือใช้จองห้องพัก เปรียบเทียบราคา ไม่เว้นแม้แต่การเล่นไลน์
"การส่งสติ๊กเกอร์แทนความรู้สึก เป็นอะไรที่โดนใจ และยิ่งใช้ก็ยิ่งเข้าใกล้กันมากขึ้นจริงๆ" ทุกวันนี้ เพ็ญศรีบอกว่า "ติดโลกออนไลน์เข้าแล้วจริงๆ" วันหนึ่งจะต้องขอเข้าไปดูสักครั้ง
ตอนเล่นคอมพิวเตอร์แรกๆ รู้สึกดีมาก เล่นจนเรารู้สึกเข้าใจคำที่เขาบอกว่าเด็กติดเกมส์ เข้าใจหลานที่บ้านเลย ตอนแรกไม่รู้ตัว จนกระทั่งมันขึ้นเตือนว่าเป็นยูสเซอร์ที่ใช้เน็ตเยอะมาก เลยเข้าใจว่าเหมือนที่เราติดเพื่อนนี่เอง และก็คิดได้ว่าจะไปว่าเด็กก็ไม่ถูก เพียงแต่เด็กไม่รู้ว่าต้องแบ่งเวลาอย่างไร จากนั้นเลยเริ่มจัดสรรเวลาให้ตัวเองอย่างจริงจัง
คิดว่าโซเชียลมีเดียทำให้โลกเราแคบลง ส่วนดีก็มีเยอะ ส่วนไม่ดีก็มี เด็กสมัยนี้โชคดีมากๆ แล้วที่ได้ใช้อะไรพวกนี้ ตัวเราไม่เคยคิดว่าอะไรคือโลกแคบลง คำพูดนี้เราได้ยินมานานมากแล้ว แต่อธิบายไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ทุกคนเข้าใจได้ เทคโนโลยีย่อโลกของเราเข้ามาแล้วจริงๆ
ไม่มีวัยใดแก่เกินเทคโนโลยี
Share:

นักจิตวิทยาแนะคนไทย รู้ทันข่าวในภาวะวิกฤต

การอัพเดทข้อมูลที่ไวมากของสังคมออนไลน์แบบนาทีต่อนาที ทำให้ข้อมูลอาจไม่สอดคล้องกับความจริง และสร้างความตกใจให้ผู้รับข่าวสาร นักจิตวิทยาแนะอย่าใช้อารมณ์ตัดสิน
/data/content/19680/cms/bdfhpqtu1389.jpg
          นางสาวหยกฟ้า อิศรานนท์ สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากสังคมออนไลน์ ทั้งเฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์ ซึ่งมี/data/content/19680/cms/egjnprstwy27.jpgการอัพเดทข้อมูลข่าวสารแบบนาทีต่อนาที
         บางครั้งข้อมูลจากสังคมออนไลน์ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้รับสาร แต่ก็ยังมีการติดตามข่าวสารทางสังคมออนไลน์อยู่เช่นเดิม นางสาวหยกฟ้ากล่าวว่าจากการศึกษาเรื่องการเปิดรับข้อมูลข่าวสารพบว่า การส่งต่อข้อมูลข่าวสารแบบ Word-of-mouth หรือ "ปากต่อปาก" จากเพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิดเป็นวิธีหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่มีผลก่อให้เกิดความไว้วางใจต่อผู้รับสารเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้รับสารเกิดความรู้สึกว่าผู้ให้ข้อมูลข่าวสารไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเสนอข้อมูลนั้นๆ
         ดังนั้นคนส่วนใหญ่เลือกที่จะให้น้ำหนักกับข้อมูลกับบุคคลในสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนรู้จักมากกว่าข้อมูลจากบุคคลหรือองค์กรที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียจากการนำเสนอข้อมูลนั้นๆ พร้อมกับค้นหาข้อมูลมาสนับสนุนความคิดเห็นของตน เลือกที่จะไม่เปิดรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตน ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกว่า "อคติในการยืนยันความเชื่อของตน" หรือ Confirmation bias ซึ่งเป็นอันตรายต่อความการตัดสินใจและพฤติกรรมของบุคคลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในภาวะไม่ปกติ เช่น เกิดความขัดแย้งทางการเมือง
          นักจิตวิทยาจากจุฬาฯ แนะนำว่า ในสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนควรเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน พยายามลดอคติที่เกิดขึ้นในใจ รับฟังข่าวสารด้วยสติ ไม่ใช้อารมณ์ในการประเมินข้อมูล ที่สำคัญหากเลือกที่จะรับข้อมูลข่าวสารจากเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้วควรระมัดระวังถึงระยะเวลา และความถี่ในการใช้งานด้วย เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นทาสของสื่อออนไลน์
Share:

ผอมสวยหลบไป เทรนด์งามจากภายในกำลังมา

/data/content/19710/cms/efijkprtuvx1.jpg
          เอะอะก็ต้องผอม ขาว สวย หุ่นดี ประหนึ่งนางแบบบนแคตวอล์ก อกอึ๋มเอวคอดราวกับภาพวาดการ์ตูนญี่ปุ่น เรียกว่าค่านิยมเรื่องความสวยความงามของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ
          พอรู้สึกว่าตัวเองอ้วนก็ต้องหาทางรีดไขมัน ซึ่งบางคนไม่ได้เลือกวิธีที่ปลอดภัยอย่างการออกกำลังกาย แต่กลับเลือกพึ่งอาหารเสริมสารพัดชนิด ซึ่งบางอย่างก็อันตรายเพราะมีการผสมยาลดความอ้วนลงไป บางคนรู้สึกรูปหน้าไม่โอเคก็ตัดสินใจไปโขก ทุบ เสริม ฉีด หากทำออกมาดูดีก็แล้วไป แต่หลายรายทำออกมาแล้วถึงขั้นร้องยี๊มก็มี
          หลายคนจึงอาจมีความรู้สึกว่า “พอกันที!!” กับการต้องวิ่งตามความสวย จะดีแค่ไหนถ้ามองข้ามเรื่องรูปร่างภายนอก แล้วหันไปมองถึงคุณค่าภายในจิตใจแทน
          ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ที่ต่างประเทศ Jewel Moore นักเรียนสาววัย 17 ปี ได้ทำเรื่องรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ Change.org ให้ค่ายการ์ตูนดัง Walt Disney สร้างสรรค์เจ้าหญิงไซส์ใหญ่บ้าง โดยให้เหตุผลว่าไม่ค่อยเห็นสื่อนำเสนอแง่บวกของผู้หญิงไซส์บิ๊ก หาก Walt Disney ซึ่งมีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนจะลองสร้างสรรค์นางเอกร่างอวบให้ออกมาดูดี ก็น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะแม้จะเป็นแค่การ์ตูน แต่ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งขณะนี้ก็มีคนเห็นด้วยแล้วมากกว่า 3,000 คน
          ขณะที่ไทยเองก็ไม่น้อยหน้า เมื่อตัวแม่แห่งวงการน้ำหมึกอีกรายอย่าง “แจ่มใส” ที่ครองตลาดหนังสือนิยายรักวัยรุ่นออกมาปฏิวัติตัวเอง ด้วยการเปิดโปรเจกต์พิเศษ “Ugly Duckling” หักทิ้งต้นแบบนิยายรักชวนฝันว่านางเอกจะต้องสวย เลิศเลอ มาเป็นคนไม่สวย ไม่เพอร์เฟกต์ แต่ก็สามารถมีความรักที่ดีในชีวิตได้ ซึ่ง น.ส.กัลยกร วิสาสิกธรรม กองบรรณาธิการสร้างสรรค์อาวุโส สำนักพิมพ์แจ่มใส กล่าวว่า จริงๆ แล้วสังคมเราไม่ใช่ทุกคนที่จะสวย เพอร์เฟกต์ไปเสียทั้งหมด การที่มีนิยายที่ตัวเอกของเรื่องมีลักษณะค่อนข้างตรงกับชีวิตจริงของผู้อ่านในสังคมจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกของคนอ่านได้มากกว่า ยิ่งหากนักเขียนสามารถสะท้อนได้ตรงกับสังคมมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยชี้นำความคิด ความเชื่อของผู้อ่านไปในทางที่ควรได้เช่นกัน
          “อย่างนิยายเรื่องหนึ่งในโปรเจกต์นี้ นางเอกของเรื่องจากคนที่เคยสวย รวย มีแต่คนคบหา แต่บังเอิญไปร้อยไหมแล้วหน้าเละขึ้นมา ทั้งเพื่อนและแฟนต่างก็หนีหายไปหมด มันสะท้อนความจริงในสังคมได้ว่าทุกวันนี้คนไม่สวยไม่มีที่ยืนในสังคมหรือ ซึ่งภายในเรื่องพยายามถ่ายทอดว่า หากคุณเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนดีของสังคม เป็นคนที่จริงใจอย่างไรก็ต้องมีคนคบหา มีความรักที่ดีได้ไม่แพ้คนสวย เชื่อว่าการที่นิยายหันมาเขียนให้แรงบันดาลใจก็จะช่วยให้ผู้อ่านหันมาใส่ใจเรื่องของจิตใจมากกว่ารูปร่างหน้าตาได้บ้างไม่มากก็น้อย”
          แต่ท่ามกลางสื่อที่เกลื่อนไปด้วยภาพและคำโฆษณาชวนเชื่อยั่วยุให้หลงระเริงไปกับเรื่องความสวย แล้วเทรนด์ความงามจากภายในจะสามารถตีฝ่ากระแสนิยมขึ้นมาได้หรือไม่ จิตแพทย์หนุ่มไฟแรงอย่าง นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์ด้านเด็กและสื่อ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตระหว่างประเทศ กรมสุขภาพจิต ระบุว่า อาจมีผลบ้างแต่ไม่ทั้งหมด เพราะสื่อชนิดเดียว คงไม่สามารถกำหนดบุคลิกภาพ ค่านิยมคนในสังคมได้ทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ยังคงมีภาพในอินเทอร์เน็ต การขายผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องความสวยงามอยู่ดี ซึ่งคนที่สนใจเรื่องนี้อาจเป็นเพราะไม่มีความภูมิใจหรือมั่นใจในตัวเอง จึงต้องยกประเด็กความสวยงามขึ้นมาเป็นหลัก แต่อย่างเด็กและวัยรุ่นบางคนสื่อพวกนี้ก็ไปชี้นำเขาไม่ได้ เพราะเขามีความภาคภูมิใจ พึงพอใจในตัวเอง เช่น เรียนดี มีความสามารถพิเศษ เขาก็จะไม่สนใจในเรื่องของรูปร่างหน้าตา
          “การจะเปลี่ยนค่านิยมเรื่องของความสวย ต้องเริ่มจากพ่อแม่และครอบครัวช่วยทำให้เด็กและวัยรุ่นเกิดความมั่นใจในตัวเอง เช่น มีความสามารถพิเศษ มีการเรียนที่ดี ความสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตาก็จะน้อยลง แต่ต้องส่งเสริมให้ออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ด้วย ก็จะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่ดีได้”
          ขณะที่ น.ส.สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาด สสส. ให้ความเห็นว่า ทุกวันนี้หลักการตลาดมักจะสร้างโมเดลที่คนอยากจะเป็น เช่น ผิวขาว หน้าสวย ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย การสร้างเทรนด์ใหม่เรื่องความสวยขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือนิยาย ที่ให้ตัวเด่นของเรื่องมีคุณลักษณะปกติเป็นโจทย์ที่ดีมาก เพราะสามารถสร้างโมเดลที่ดีให้แก่วัยรุ่นได้คือ ไม่มองแต่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องมองด้านอื่นๆ ด้วย อย่างเมื่อก่อนก็มีภาพยนตร์เรื่องบริดเจต โจนส์ ไดอารี เป็นต้น ถือว่าเห็นด้วยหากมีการช่วยกันทำสื่อดังกล่าวออกมาเยอะๆ เพราะค่อนข้างเป็นบวกต่อสังคม ประกอบวัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหา ไม่มีความมั่นใจ สื่อเช่นนี้ก็จะสามารถไปเหนี่ยวนำความคิดวัยรุ่นให้หันมามองเรื่องจิตใจและความสามารถแทนที่จะไปสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก เรียกได้ว่าอาจช่วยให้วัยรุ่นค้นหาตัวเองเจอได้ดีขึ้น
Share:

วิธีสู่สุขภาพดี

 ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง แพทย์แนะประชาชนทุกกลุ่มต้องดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับอากาศเปลี่ยนแปลง เน้นการออกกำลังกายและทานอาหารปรุงสุก
          นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า  ช่วงต้นปีของทุกปีจะเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงในแบบอากาศหนาวเย็นเข้าสู่อากาศร้อน ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นแบบฉับพลัน และบางพื้นที่ อาจมีหลายสภาพอากาศในหนึ่งวัน เช่น ช่วงค่ำและเช้าอากาศหนาวเย็น 
/data/content/19706/cms/dehjluvxyz26.jpgช่วงกลางวันอากาศร้อนจัด หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ โดยโรคที่พบมาก  2  กลุ่ม   คือ โรคระบบทางเดินหายใจ  เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม  หัด และโรคระบบทางเดินอาหาร   เช่น อาหารเป็นพิษและอุจจาระร่วง ดังนั้น พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุ  จึงต้องมีความเข้าใจ และรู้จักการดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรคต่างๆ ในช่วงที่อากาศเปลี่ยน
          ข้อแนะนำสำหรับประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเองและบุคคลในครอบครัวช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง 
          กลุ่มเด็กเล็กควรได้กินนมแม่เป็นประจำ เนื่องจากจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทารกแรกเกิด - 6  เดือนได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นสามารถให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจนอายุครบ 2 ปี โดยเน้นอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่  
          ผู้สูงอายุควรมีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม อาทิ  เดิน  รำมวยจีน ควบคู่กับ  การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม และรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง ในทุกมื้ออาหารก็จะช่วยป้องกันไข้หวัดและส่งผลดีต่อสุขภาพด้วย ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้ การปรุงอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ควรปรุงให้สุก/data/content/19706/cms/jlorstxy2348.jpg ก่อนการบริโภค และใส่ในภาชนะที่สะอาด  และดื่มน้ำสะอาด บรรจุภัณฑ์ปิดมิดชิดหรือควรต้มให้สุกก่อนดื่ม ที่สำคัญควรล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อน-หลัง ที่ทำกิจกรรมต่างๆ
         สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังควรตรวจเช็คค่าความดันโลหิต  ระดับน้ำตาลในเลือด   และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม  รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด  และพักผ่อนให้เพียงพอ โดยสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักเป็นเวลานานในช่วงที่อากาศร้อนจัด หรืออยู่ในที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เพื่อหลีกเลี่ยงโรคต่างๆ  ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง
Share:

อาหารเพื่อสุขภาพ ทานอย่างไรให้เป็นยา

     /data/content/19673/cms/cdgilqstux79.jpg     ปัจจุบันมีหลักฐานพบว่าองค์ประกอบของอาหารบางชนิดไม่จัดเป็นสารอาหาร แต่อาจให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ
          อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐ อเมริกา ให้ความรู้ว่า องค์ประกอบหลักในอาหารแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสารอาหาร และส่วนที่ไม่ใช่สารอาหาร องค์ประกอบทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ต่อการป้องกัน หรือช่วยส่งเสริมการรักษาโรคเรื้อรัง มองได้ถึงองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ลดหรือป้องกันโรค
          แนวทางการพัฒนาอาหารฟังก์ชัน ก็มาจากแนวคิดของการใช้อาหารเป็นยา (Food as medicine) ที่อาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแค่สารอาหารหลักๆ ที่มีอยู่ รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิด
          ปัจจุบันสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (Academy of Nutrition and Dietetics หรือ AND) ได้ให้คำจำกัดความอาหารฟังก์ชันว่าเป็น "อาหารธรรมชาติที่มีการแต่งเติมสารอาหารให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อเพิ่มประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลากหลายสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันและบริโภคในปริมาณที่ เพียงพอ จะส่งผลดีต่อสุขภาพ"
           ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ให้ข้อมูลว่า จากกระแสอาหารเพื่อสุขภาพนี้เองส่งผล ให้นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การอาหาร แพทย์ เภสัชกร พยาบาล และนักการตลาดทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร หันมาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำให้เกิดการค้นพบคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาของอาหารมากขึ้น
           ประโยชน์ของอาหารฟังก์ชัน คือ เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกับมื้ออาหารได้ ให้ผลในการป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย/data/content/19673/cms/abcgoqstuw38.jpg
          ตัวอย่างอาหารฟังก์ชันที่ได้รับความนิยม เช่น
           งา เป็นแหล่งของแคลเซียม และยังมีสารเซซามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการกำจัดสารพิษ
           พรุน นอกจากมีใยอาหารจำนวนมาก ยังมีกรดนีโอโคลโรเจนนิก และกรดโคลโรเจนนิก ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งป้องกันกระดูกพรุนได้
           ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อย่างบิลเบอร์รี่ ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีสีแดงม่วงจนไปถึงน้ำเงิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ เป็นต้น
           น้ำมันปลา ประกอบด้วยกรดไขมัน ไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือโอเมก้า-3 ที่สามารถลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ต้าน/data/content/19673/cms/beghmnsuyz28.jpgการอักเสบ และช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
          โสม มีสารจินเซนโนไซด์ ที่ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเมื่อยล้า
          ส่วนซุปไก่ของชาวจีนที่ถูกแปรรูปไปเป็นซุปไก่สกัด ซึ่งให้โปรตีนและเปปไทด์ รวมทั้งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ บางชนิดที่ เกิดจากการตุ๋นซึ่งไม่พบในการกินเนื้อไก่โดยตรง
          เห็ด ทางการแพทย์ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดฮิเมะมัตสึทาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดหลินจือ หรือเรอิชิเห็ดชิตาเกะ และเห็ดแครง เป็นต้น
          ที่สำคัญเราต้องรับประทานอาหารหลักให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี
Share:

About








ผอ.รพ.สต.

ผอ.รพ.สต.